Just another WordPress.com site

“เพลงกู” (Music to My Ears)

** KYLIE กับ 3 ทศวรรษบนเส้นทางบันเทิง **


จากเพจ @เล่นของนอก

https://www.facebook.com/LenKongNok

 

KYLIE

 

ไคลี (Kylie Minogue) เจ้าหญิงเพลงป็อบผู้คร่ำหวอดในวงการบันเทิงมากว่า 28 ปี เพิ่งจะออกอัลบั้มลำดับที่ 12 ชื่อ ‘Kiss Me Once’ พร้อมกับปล่อย MV สุดร้อนแรงอย่าง ‘Sexercise’ ออกมา

นอกจากบทบาทนักร้องแล้ว ตอนนี้ ไคลี กำลังเป็นที่กล่าวขานกับบทบาทโค้ชในรายการสุดฮิตอย่าง The Voice UK ร่วมกับศิลปินดังอย่าง Tom Jones และ Will.I.Am.

นับตั้งแต่แจ้งเกิดจากละครออสเตรเลียเรื่อง ‘Neighbours’ เมื่อปี ค.ศ. 1986 ไคลีเป็นเจ้าของเพลงฮิตติดชาร์ตถึง 35 เพลง และเคยคว้ารางวัลใหญ่ บริทอะวอร์ดส์ 3 รางวัล รางวัลแกรมมี่ 1 รางวัล นอกจากนั้นยังได้ขึ้นแสดงในพิธีปิดของมหกรรมกีฬา Sydney Olympics เมื่อปี 2000

อัลบั้มใหม่ ‘Kiss Me Once’ ถือเป็นการประเดิมผลงานกับค่ายเพลง Roc-Nation ของแร็ปเปอร์ขาใหญ่ Jay-Z ซาวด์เพลงยังคงความเป็น disco pop ตามแบบฉบับไคลี แต่ถึงกระนั้นเธอเปิดอกว่าการทำงานไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดไว้เลย “การทำงานเพลงชุดนี้เป็นเหมือนกับการเดินทาง เส้นทางบางทีก็ขรุขระ ระหว่างเข้าห้องอัดเราพูดว่า แน่นอน เราจะต้องสำเร็จในไม่ช้า แต่บางครั้งดูเหมือนว่าพอคุณยิ่งคืบหน้าเข้าไปใกล้เท่าไหร่ เส้นชัยก็ยิ่งถอยห่างออกไปทุกที”

หลังตกอยู่ในสภาวะมืดแปดด้าน และแล้วไคลี่ก็พบทางออก เธอหันไปขอความช่วยเหลือจากศิลปินหญิงเพื่อนร่วมชาติชาวออสซี่ Sia Furler ที่เคยแต่งเพลงดัง ๆ ให้กับ Rihanna, Beyonce และ Britney มาแล้ว ด้วยความช่วยเหลือของซีอา การทำอัลบั้มใหม่ของไคลี่ก็เริ่มกลับมาเข้าที่เข้าทาง

เมื่อถามถึงสูตรสำเร็จในบทเพลงของเธอ ไคลี่หัวเราะแล้วบอกว่า “ถ้าฉันรู้ก็ดีสิ!” ก่อนจะแย้มว่ามันต้องมีองค์ประกอบ 3 อย่างนั่นคือ “มันจะต้องเป็นเพลงที่ทำให้รู้สึกดี เคลิบเคลิ้ม มีเมโลดี้ชัดเจน และละอองเสน่ห์ของนางฟ้า”

แฟนเพลงอาจจะคุ้นชินกับเพลงป็อบตามแบบฉบับไคลี่ แต่เธอเองก็ไม่ปฏิเสธความท้าทาย โดยไคลี่ได้ทดลองทำเพลงที่มีซาวด์แปลกใหม่อย่างเช่น ‘Where the Wild Roses Grow’ และ ‘Skirt’ ซึ่งเธอบอกว่าเธอรู้สึกภูมิใจที่ได้นำเสนอด้านที่แตกต่างของตัวเอง ไม่เหมือนกับตอนเข้าวงการใหม่ ๆ ที่เธอยังถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้เพียงมิติเดียว โดยไคลี่กล่าวว่า “แม้ว่าช่วงแรก ๆ ฉันจะรู้สึกผิดหวังก็เถอะ แต่ฉันเข้าใจและรู้สึกขอบคุณนะที่ฉันยังไม่ได้รับการยอมรับนับถือ มีคำกล่าวที่ฉันเคยได้ยินเมื่อสัก 10 ปีก่อนที่ทำให้ฉันรู้สึกฝังใจ – นั่นคือไม่มีทางลัดไปสู่ความเก่งหรอก นั่นล่ะใช่เลย”

แม้ว่าจะยืนหยัดอยู่ในวงการมานานกว่า 3 ทศวรรษแล้ว แต่ไคลี่บอกว่าเธอยังคงรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งเวลาออกอัลบั้มใหม่ เธอกล่าวว่า “การทำอัลบั้มใหม่เป็นเรื่องบ้าคลั่ง แต่คุณได้ร่วมงานกับศิลปินที่เก่งกาจ สร้างสรรค์ และฉันชอบใช้เวลาสังสรรค์กับคนแบบนั้น… ลองนึกดูสิ คุณเริ่มต้นจากศูนย์ มีคนหนึ่งใส่ทำนอง คนหนึ่งเติมคอร์ด คนหนึ่งขับร้อง มันเยี่ยมมาก มันสร้างเซอร์ไพรส์ได้ทุกครั้ง”

ซิงเกิ้ลเพลงที่ขายดีที่สุดของ KYLIE ในอังกฤษ
1. Can’t Get You Out Of My Head (2001) – 1.17 ล้านก็อปปี้
2. Especially For You (1989) – 997,000
3. I Should Be So Lucky (1988) – 695,000
4. Hand On Your Heart (1989) – 488,000
5. Spinning Around (2000) – 300,000

——————

ขอบคุณแหล่งข่าว
http://www.bbc.com/news/entertainment-arts-26671171

#เพลงสากล #KYLIE

About these ads

***ค่ายเพลงญี่ปุ่นแหวกตลาด ปั้นวงเมทัลแอ๊บแบ๊ว***


จากเพจ @เล่นของนอก

https://www.facebook.com/LenKongNok

 

Babymetal

ค่ายเพลงญี่ปุ่นสร้างเทรนด์ใหม่ให้กับวงการดนตรี ผลักดันวงหน้าใหม่ Babymetal ที่มีคอนเซ็ปต์สุดเก๋ “นำไอดอลสาวน่ารัก ๆ มาฟิวชั่นกับดนตรีโหด ๆ อย่างแทรชเมทัล”

ค่ายเพลง BMD Fox ให้นิยามเพลงแนวใหม่นี้ว่า Kawaii Metal (คาวาอี้ เมทัล) ซึ่งเป็นการผสมผสานดนตรี J-pop เข้าด้วยกันกับดนตรี Heavy Metal

วง 3 สาว Babymetal ก่อตั้งขึ้นมาได้ประมาณ 3 ปีแล้ว ประกอบด้วยสมาชิก 3 สาว ได้แก่ SU-METAL (ซูซูกะ นากาโมโตะ / 16 ปี) MOAMETAL (โมอะ คิคุจิ / 14 ปี) และ YUIMETAL (ยูอิ มิซูโนะ / 14 ปี)

ล่าสุดกระแสความดังของพวกเธอได้แพร่ระบาดไปทั่วโลก โดยอัลบั้มแรกสุด ‘Babymetal’ เปิดตัวอันดับ 3 บนร็อคชาร์ตของ iTune ในอเมริกา และติดอันดับท็อปเท็นในอีก 6 ประเทศ แม้แต่นิตยสารเพลงร็อคอย่าง Kerrang! ยังต้องนำพวกเธอมาลงสกู๊ป (ขณะที่ซิงเกิ้ลใหม่อย่าง ‘Gimme Chocolate’ ก็มียอดผู้ชมใน Youtube เกิน 4 ล้านวิวไปแล้ว)

นักวิจารณ์ฝรั่งกล่าวว่า Babymetal มีการดำเนินการตลาดที่ชาญฉลาดและมีโปรดักชั่นที่ยอดเยี่ยม แม้จะมีคนชอบนำพวกเธอไปเปรียบเทียบกับป็อบสตาร์สาวสุดแนวอย่าง Kyary Pamyu Pamyu แต่ดนตรีของพวกเธอมีความแปลกใหม่และไม่ได้ทำการตลาดแบบวงดนตรีญี่ปุ่นทั่วไป บางทีนี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า J-pop ก็ได้

ถึงแม้ญี่ปุ่นจะมีวงไอดอลที่ดังถล่มทลายในบ้านเกิดอย่าง AKB48 ก็ตามที แต่เพลง J-pop ก็ยังไม่สามารถตีตลาดอื่น ๆ นอกภูมิภาคตัวเองได้สำเร็จสักที ตรงข้ามกับ K-pop ที่ยังเลี้ยงกระแสได้ดีในตลาดโลก ไม่ว่าจะเป็นวงเกิร์ลกรุ๊ปอย่าง Girl’s Generation หรือเจ้าพ่อเพลงกวนอย่าง Psy

ในช่วงระยะเวลา 3 ปี วง Babymetal ได้ขึ้นเวทีแสดงใหญ่ ๆ อย่างเช่น เทศกาล Summer Sonic สองครั้ง และเพิ่งจะได้แสดงคอนเสิร์ตนอกประเทศครั้งแรกที่ประเทศสิงคโปร์เมื่อปลายปี ก่อน ล่าสุดพวกเธอกลายเป็นวงดนตรีอายุน้อยที่สุดที่ได้ขึ้นแสดงบนเวทีบูโดคังใน กรุงโตเกียว

—————-

ขอบคุณแหล่งข่าว
http://www.theguardian.com/world/2014/mar/16/babymetal-j-pop-thrash-metal-japan

#ญี่ปุ่น #เพลงญี่ปุ่น #JPOP #เทรนด์ใหม่ #ไอดอล


ฟาร์เรล ย้ำชัด “ดนตรียิ่งใหญ่กว่าตัวตน”


จากเพจ @เล่นของนอก

https://www.facebook.com/LenKongNok

pharrell

ในแวดวงเพลงสากล นาทีนี้คงไม่มีใครฮ็อตเกิน “ฟาร์เรล วิลเลียมส์” (Pharrell Williams) เจ้าของเพลงดังอันดับ 1 สามเพลงในปี 2013 และได้แต่เพลงให้กับศิลปินแทบทุกสายตั้งแต่ Daft Punk ไปยัน Miley Cyrus

ช่วงปีที่ผ่านมาเราคงได้ยินเพลงดังติดหูอย่าง ‘Get Lucky,’ ‘Blurred Lines’ และ ‘Happy’ กันจนหูแฉะ แต่หลายคนอาจจะยังไม่รู้หรอกว่า ฟาร์เรล นี่แหละที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเพลงฮิตมากมายในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ศิลปินที่เป็นทั้งโปรดิวเซอร์-นักแต่งเพลง-นักดนตรีรายนี้เคยแต่งเพลงท็อปฮิตให้กับทั้ง Britney Spears, Justin และ Snoop Dogg มาแล้ว (จนว่ากันว่าเพลงที่ออกอากาศบนวิทยุอเมริกากว่า 40% ล้วนแต่เป็นผลงานการสร้างสรรค์ของ ฟาร์เรล)

ฟาร์เรลในวัย 40 ปีที่ยังดูหนุ่มแน่นกลับมาแจ้งเกิดได้อย่างสมศักดิ์ศรีอีกครั้งเมื่อปีที่ ผ่านมา หลังจากที่เขาว่างเว้นจากการมีผลงานเด่นดังมานานกว่า 6 ปี ล่าสุดฟาร์เรลเพิ่งจะได้ขึ้นไปวาดลวดลายบนเวทีออสการ์ด้วยเพลงเก่ง ‘Happy’ พร้อมกับหมวกทรงสูงที่แสนเตะตา

หลังจากคร่ำหวอดอยู่ในวงการเพลงมานานกว่า 20 ปี ฟาร์เรลเพิ่งจะออกอัลบั้มชุดใหม่ ‘G I R L’ ที่ได้รับคำวิจารณ์อย่างดีเยี่ยม นอกจากความโดดเด่นของดนตรีสนุกสนานที่มีกลิ่นอายแบบฟังค์แล้ว เนื้อหาของอัลบั้มก็ให้น้ำหนักกับเพศหญิงเป็นสำคัญ โดยเขาให้ทัศนะไว้อย่างน่าสนใจว่า… “โลกนี้ขาดความสมดุล และมันควรจะเปลี่ยนแปลงได้แล้ว ถ้าหากว่าผู้นำของโลกนี้เป็นผู้หญิงสัก 75% ล่ะก็ ผมว่าโลกคงจะไม่เหมือนเดิมแน่นอน”

ฟาร์เรลมีพื้นเพแตกต่างจากศิลปินฮิพฮ็อพหลายคน เขาเกิดในครอบครัวพื้น ๆ ในเมืองเวอร์จิเนียที่ไม่มีค่ายเพลงค่ายหนังเหมือนอย่างในนิวยอร์กหรือแอลเอ แต่เขาโชคดีที่พ่อแม่เห็นแววและคอยให้การสนับสนุนความสนใจด้านดนตรีอย่าง เต็มที่ ซึ่งแม้แต่ตัวฟาร์เรลเองก็ยังไม่คาดคิดว่าตนจะประสบความสำเร็จถึงเพียงนี้ เขาเคยคิดว่าชีวิตนี้คงจะเป็นได้แค่ครูสอนศิลปะด้วยซ้ำไป (ผลงานเพลงยุคแรก ๆ ของฟาร์เรลและคณะไม่ว่าจะเป็น The Neptunes หรือ N*E*R*D ได้รับการยกย่องให้เป็นผลงานขึ้นหิ้ง มันมีซาวด์ที่โดดเด่นเฉพาะตัวแตกต่างจากเพลงฮิพฮ็อพทั่วไป ส่วนหนึ่งมาจากอิทธิพลดนตรีของศิลปินที่เขาได้ฟังจากคลื่นวิทยุในวัยเด็ก อาทิ วงควีน, ไมเคิล แจ็คสัน, สตีวี่ วอนเดอร์, มาดอนน่า และวงเจเนซิส)

ฟาร์เรลเผยว่าเมื่อก่อนเขามีปัญหากับการสร้างสรรค์เพลงแร็พของตัวเองมากพอ สมควร เนื่องจากชีวิตในวัยเยาว์ของเขาไม่ได้หวือหวาโชกโชนเหมือนกับเพื่อนร่วมวง การอย่างเช่น สนู๊ป, เจย์ ซี หรือ พี ดิ๊ดดี้ โดยทั่วไปแล้วดนตรีควรจะเป็นสื่อในการถ่ายทอดตัวตนและประสบการณ์ของศิลปิน ซึ่งเขารู้สึกว่าตนอ่อนด้อยในแง่นั้น แต่บัดนี้ฟาร์เรลค้นพบทางออกแล้ว เขากล่าวว่า… “จุดต่างคือตอนนี้ผมตระหนักแล้วว่ามีบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวผม ดนตรีคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวผมและตัวตนของผม ผมไม่จำเป็นต้องเล่าเรื่องที่ยิ่งใหญ่อลังการหรอก”

—————–

ขอบคุณบทความต้นฉบับ http://www.theguardian.com/music/2014/mar/08/pharrell-williams-interview-daft-punk

#เพลงสากล #เพลงhiphop #ฟาร์เรล #PharrellWilliams #คำคม #เพลงดัง #แรงบันดาลใจ


Lily Allen คัฟเวอร์เพลง ‘Somewhere Only We Know’


THH05

ศัพท์เด็ด ๆ สำนวนโดน ๆ แบบนี้ บ่องตง… หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว นอกจากเล่มนี้

สั่งซื้อคลิกเลย >> สำนวนจัดเต็ม สแลงจัดหนัก

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

 

Lily Allen คัฟเวอร์เพลง ‘Somewhere Only We Know’

อันดับ 1 UK Chart อาทิตย์นี้ เพลง ‘Somewhere only we know’ เป็นเพลงที่สาว Lily Allen นำมาคัฟเวอร์ใหม่ จากผลงานต้นฉบับของวง Keane นะครับ

เพลงนี้เป็น soundtrack ของแอนิเมชั่นโฆษณารับเทศกาลคริสต์มาสของห้างแห่งหนึ่งในประเทศอังกฤษ

ลิ้งนี้สำหรับเพื่อนที่อยากได้เพลงเวอร์ชั่นเต็มครับ
http://www.youtube.com/watch?v=Ve9cBwI-pAg

 

——————

 

เชื่อว่าเพลง ๆ นี้ น่าจะเป็นเพลงที่อยู่ในใจใครหลายคน
‘Somewhere only we know’ (ที่ที่มีแต่เรารู้จัก)

มันเป็นบทเพลงที่มีเนื้อหา nostalgic โหยหาอดีต ความทรงจำที่งดงาม เป็นบทเพลงที่ตีความได้กว้างมาก เมื่อฟังเพลงนี้เราอาจจะนึกถึงช่วงเวลาในวัยเยาว์, คนรักเก่า, หรือแม้แต่การหลบหนีจากโลกความจริงที่แสนโหดร้าย

เพลงนี้แต่งเนื้อร้องโดย Tim มือเปียโนของวง Keane เขากล่าวย่อ ๆ ว่า “มันเป็นการดึงพลังออกมาจากสถานที่หรือประสบการณ์ที่คุณเคยร่วมแบ่งปันกับ ใครสักคน มันเป็นไอเดียที่ใครหลายคนเข้าถึงได้”

ส่วนมือกลอง Richard กล่าวว่า “มันเป็นเพลงที่พูดถึงสถานที่เฉพาะเจาะจง อาจจะเป็นสถานที่ที่จับต้องได้ หรือแม้แต่ห้วงคำนึง มันอาจจะมีความหมายพิเศษสำหรับแต่ละคน และพวกเขาสามารถตีความบทเพลงนี้ไปตามความทรงจำของพวกเขา มันเป็นเรื่องราวของความรู้สึกที่เป็นสากล ไม่จำเป็นจะต้องจำเพาะเจาะจงกับบุคคลใด, สถานที่ใด, หรือช่วงเวลาใดเท่านั้น…”

 

—————————-

 

เรียนศัพท์/สำนวน นิด ๆ หน่อย ๆ จากเพลง Somewhere only we know จ๊ะ

- ประโยค I knew the pathway like the back of my hand (ฉันรู้จักเส้นทางดีราวกับพลิกฝ่ามือ)
สำนวน know like the back of your hand หมายถึง รู้จักมักคุ้น, รู้อย่างละเอียดภี่ถ้วน

- I need something to rely on (ฉันต้องการสิ่งยึดเหนี่ยว)
ในประโยคนี้เขาอาจหมายถึง ที่พึ่งทางใจ สิ่งที่จะทำให้เขา rely on = พึ่งพา, เชื่อใจ, ฝากความหวังได้

- มีคนกล่าวไว้ว่า เนื้อเพลงนี้น่าจะเป็นการอธิบายความหมายของคำโปรตุเกส Saudade (ซอดาดี) ที่หมายถึง อารมณ์โหยหาอดีต, การคำนึงถึงผู้ที่จากหายไป หรือสิ่งที่ขาดหายไปในชีวิต


Ylvis คู่หูคู่ฮาคู่ใหม่แห่งวงการเพลง


iHeartRadio Music Festival - Day 1 - Show

ใครยังไม่รู้จัก 2 หนุ่ม Ylvis จากนอร์เวย์ ระวังตกเทรนด์นะจะบอกให้!

เชื่อว่าเพื่อน ๆ ส่วนหนึ่งที่ติดตามเพลงสากลน่าจะได้ดูคลิป/ฟังเพลง ‘The Fox’ (What Does The Fox Say?) ที่รั่วแบบน่ารัก ๆ กันไปบ้างแล้ว ภายในเวลาเดือนเศษ ๆ ตอนนี้ยอดวิวของมันใน Youtube พุ่งทะยานไปเกิน 100 ล้านวิวเป็นที่เรียบร้อย แถมยังไปติดชาร์ต Billboard ในอันดับที่ 6 อีกต่างหาก (ส่วนในบ้านเกิดนอร์เวย์นั้น อันดับ 1 ชัวร์ป้าบ)

ที่จริงแล้วทีแรก 2 หนุ่ม Ylvis ตั้งใจจะทำ mv เพลง ‘The Fox’ ขึ้นมาเพื่อโปรโมตรายการทอล์กโชว์ Tonight with Ylvis ที่พวกเขาเป็นพิธีกรเท่านั้น แต่ปรากฏว่าคลิปเพลงนี้กลับกลายเป็น viral ที่ถูกแชร์ไปทั่วจนดังระเบิดระเบ้อ (เรื่องตลกร้ายก็คือ Ylvis ตั้งใจทำเพลงนี้ให้ออกมาในแนว anti-hit เพื่อล้อเลียนวงการเพลงป็อบ แต่ปรากฏว่ามันดันฮิตโดนใจคนฟังเสียจนไปติดโผอยู่ชาร์ตเพลงป็อบ!)

หลายคนอาจจะคิดว่านี่เป็นความดังโดยบังเอิญ แต่ถ้าลองมาสืบประวัติของ Ylvis ดูให้ดี ๆ แล้ว…คุณจะพบว่าความสำเร็จนี้อาจจะมีที่มาจากการสุกงอมของการสั่งสม ประสบการณ์ในแวดวงบันเทิงก็ว่าได้ โดยสองพี่น้อง Vegard (คนผมสีน้ำตาล) และ Bard (คนผมบลอนด์) คลุกคลีอยู่ในวงการบันเทิงประเทศนอร์เวย์มานานกว่า 10 ปี ทั้งสองเป็น entertainer ทื่ร้องรำทำเพลงได้ครบเครื่อง และศึกษาศาสตร์การแสดงอย่างเช่นการแสดงตลกและกายกรรมอีกด้วย (ฝรั่งเขาจะนิยามลักษณะการแสดงรวมมิตรแบบนี้ว่า Carbaret ครับ)

พวกเขาเริ่มต้นอาชีพด้วยการเดินสายแสดงละครเวที แล้วก็ค่อย ๆ ไต่เต้าเข้าสู่วงการทีวี จนในเวลาต่อมาพวกเขากลายเป็นคณะแสดงที่ขายดีที่สุดในนอร์เวย์ และกลายเป็นที่ต้องการตัวมากที่สุดของรายการทีวีต่าง ๆ รายการล่าสุดของพวกเขาอย่าง Tonight with Ylvis ที่พวกเขาผลิตกันเองตั้งแต่ปี 2011 นั้นได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม จน comedy talkshow รายการนี้ได้ออกอากาศติดต่อกัน 3 ปีซ้อนแล้ว และว่ากันว่าเป็นรายการที่มีเรตติ้งดีที่สุดของนอร์เวย์เลยทีเดียว!

————-

ปิดท้ายนายเบอทขอบอกลายแทงเพิ่มเติมกันหน่อยครับ…
คือที่จริงแล้ว 2 หนุ่ม Ylvis นี่เขาไม่ได้มีดีแค่เพลง The Fox เท่านั้นนะ พวกเขาทำเพลงแนว comedy แบบเจ๋ง ๆ มาหลายเพลงแล้ว อาทิ
- ‘Stonehenge’ (เพลงที่พูดถึงชายหนุ่มผู้หมกมุ่นอยู่กับการหาความเป็นมาของสโตนเฮนจ์ http://youtu.be/mbyzgeee2mg )
- ‘Someone Like Me’ (เพลงล้อเลียนแนวดนตรี dubstep ที่ขึ้นมาอย่างซึ้ง แล้วกระชากอารมณ์ด้วยคู่รักดั๊บสเต็ป! http://youtu.be/PaEnaoydUUo )
- ‘Work it’ (เพลงล้อเลียนแนวดนตรี hip-hop ที่ปล่อยมุกควายแบบเวิ่นเว้อไปจนจบเพลง http://youtu.be/4EqVGU_N_qw )

แหม่… เกรียนแบบสร้างสรรค์อย่างนี้ นายเบอทขอกระทืบ like เชียร์เต็มที่เลยฮะ ^ ^


Liam & Noel – Love & Hate (10 อย่างที่พี่น้อง Gallagher รักและเกลียด)


รู้สึก ❤ พี่ Liam ขึ้นมาอีกหลายร้อยเท่า

เขาสัมภาษณ์ 10 อย่างที่พี่ Liam รัก และ เกลียด
คำตอบที่โดนใจที่สุด….
“Man United. I hate Man United 10 times.”

55555555555555555

——————-

>> 10 อย่างที่พี่ Liam รัก
#1 ตัวฉันเอง #2 คุณแม่ #3 ลูก ๆ #4 แฟน ๆ (สาว ๆ) #5 ทีม Man City #6 วง The Beatles #7 ผู้คน #8 เหล้า #9 จิปาถะ #10 เสื้อผ้า

>> 10 อย่างที่พี่ Liam ชัง
แมนยูเท่านั้น! ผมเกลียดแมนยูคูณ 10 เลย

 

——————-

 

10 อย่างที่ Noel รัก/เกลียด (ดูซีเรียสกับการตอบมาก 555555)

>> 10 อย่างที่ Noel รัก
1. ทีวี 2. บุหรี่ 3. การเสพย์สุรา 4. ฟุตบอล 5. เตียงนอน (ตอนนั้นป๋าเพิ่งได้เตียงใหม่ใหญ่เบ้อเร่อ กำลังเห่อ) 6. การท่องเที่ยว 7. การเล่นดนตรี 8. เสื้อผ้า 9. ผมรักลูกสาวนะ 10. และแน่นอน ผมรักแฟนผม จุ๊บ ๆ

>> 10 อย่างที่ Noel เกลียด
1. พวกเอะอะมะเทิ่ง 2. พวกน่าเบื่อหน่าย ขี้บ่น 3. พวกชอบมาสาย 4. พวกชนชั้นกลางหลาย ๆ คน พวกนี้ไม่ไหว 5. พวกแฟนเพลงพังค์ร็อค โดยเฉพาะทางฝั่ง อเมริกา พวกแฟน ๆ วง Green Day เนี่ย ผมโคตรเกลียดเลย 6. พวกโกธิคร็อค 7. พวกแฟน ๆ Man U ผมล่ะเกลี๊ยดเกลียด 8. สนามบินและกฎเกณฑ์ในการเดินทาง 9. เวลาหนาว ๆ ยิ่งถ้าเกิดหนาวด้วย ฝนตกด้วย แบบนั้นโคตรแย่เลย 10. พวกพนักงานขาย (shop assistants) โดยเฉพาะพวกที่เป็นอิตาลีและฝรั่งเศสเนี่ย … คนหยาบคาย ผมเกลียด


Cherie Ko เจ้าหญิงอินดี้แห่งสิงคโปร์


534475_10151947241325354_1501459515_n

เผอิญผู้เขียนได้รู้จักวง Bored Spies วงนี้เป็นวง 3 ชิ้นจากสิงคโปร์ ที่ทำเพลงแบบ shoegaze / chillwave และสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมติดตาติดใจก็คือฟรอนท์แมนสาว Cherie Ko ที่น่ารักจิ้มลิ้มประหนึ่งนางเอกหนังจีน

โดยในวง Bored Spies นี้ สาวน้อย Cherie ของเรารับหน้าที่ทั้งร้องนำ / มือกีตาร์ / และคีย์บอร์ด

สำหรับประวัติคร่าว ๆ นั้น Cherie Ko ถือเป็นเน็ตไอดอลสาวแนวที่ดังพอสมควรในสิงคโปร์ โดยเธอเป็นเจ้าของหน้า Youtube ชื่อ talktothewalls และ DropDeadKxy ที่มีสมาชิกกว่า 30,000 คน (ยอดวิวรวม 6 ล้านวิว) ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นคลิปคัฟเวอร์เพลงต่าง ๆ โดยเฉพาะเพลงอินดี้สากล

Cherie Ko Xinyi เพิ่งจะผ่านพ้นวัย 21 ปีมาหมาด ๆ เธอศึกษาด้านการตลาด เธอชื่นชอบดนตรีแนวช dreampop, shoegaze, chillwave และซาวด์ของ Phil Spector ชอบดูหนังยุค 80′s – 90′s มีงานอดิเรกคือเล่นอินเตอร์เน็ต

ขอบคุณข้อมูลจาก >> http://actuallymag.com/about-a-girl-cherie-ko/

—————

♥ ♥ รูปนิ่งไม่เท่าไหร่ แต่บนเวทีคอนเสิร์ต ผมว่าเธอคือนางฟ้าชัด ๆ เลยฮะ ♥ ♥

—————

F1010027a_BoredSpies_Juffrie_Friday

น้อง Cherie แกขยัน ทำโปรเจ็คเพลงไว้เยอะมาก
นอกจากวง Bored Spies แล้ว เธอยังมีโปรเจ็คอย่างเช่น

-> Obedient Wives Club (วง 5 ชิ้น)
https://www.facebook.com/obedientwivesclub

-> Pastelpower (อันนี้เป็นโปรเจ็คเดี่ยว)
https://www.facebook.com/Pastelpower


ใครชื่นชอบ เชิญติดตามกันได้เบรยฮะ

—————

ดูรูปแล้ว ฟังเพลงต่อ…

ผลงานล่าสุดของวง Bored Spies
เพลง ‘Summer 720′
ไม่เลวเลยฮะ


Robin Thicke กลับมาเกิดใหม่อีกครั้งกับเพลง ‘Blurred Lines’


Robin-Thicke-Pharrell-Williams-and-TI-Perform-Blurred-Lines-on-NBC-The-Voice-

กำลังมาแรงในชาร์ตเพลง 2 ฟากฝั่ง สำหรับเพลง ‘Blurred Lines’ ของนักร้องหนุ่มอาร์แอนด์บี Robin Thicke (โรบิน ธิคเก้อ) โดยหลังจากที่เพลงถูกจุดกระแสด้วย mv สุดเซ็กซี่จนกลายเป็น viral video เมื่อ 2 เดือนก่อน ตอนนี้ ‘Blurred Lines’ ก็เปิดตัวอันดับ 1 บนชาร์ตอังกฤษในสัปดาห์แรก (2 มิ.ย. 2013) ขณะที่ในอเมริกาเพลงได้ไต่ขึ้นมาถึงอันดับที่ 11 ในชาร์ต HOT100 (8 มิ.ย. 2013)

เพลง ‘Blurred Lines’ เป็นเพลงแนวเซ็กซี่ซุกซนที่พูดถึงการหลงใหลคลั่งไคล้ ความวาบหวามเย้ายวนใจ ส่วนชื่อเพลงที่ปรากฏในท่อนฮุค blurred lines ก็หมายถึงเส้นแบ่งที่คลุมเครือของอารมณ์ความรู้สึกและการยับยั้งชั่งใจ (เป็นอารมณ์ลุ้นในความคิดที่ไม่ชัดเจน ได้แต่เดาใจเธอว่าเธอจะชอบ/ไม่ชอบ เธอต้องการหรือไม่ต้องการกันแน่ จะรุกเร้าต่อหรือจะอดทนรอดี  เป็นต้น)

สำหรับภาคดนตรีนั้น ไอเดียบังเกิดขึ้นตอนที่ Thicke เข้าห้องอัดกับ Pharrell แล้วเขาเอ่ยปากถึงเพลงโปรดของ Marvin Gaye อย่าง ‘Got To Give It Up’ ที่มีจังหวะสนุก ๆ ขึ้นมา ทั้งคู่เต้นไปรอบ ๆ ห้องพร้อมกับส่งเสียง “เห่ เฮ เฮ” เหมือนคนแก่ตะโกนเรียกไอ้หนุ่มจากหน้าบ้าน แล้วพวกเขาก็แต่งเพลงนี้ได้เสร็จในเวลาครึ่งชั่วโมง

Thicke กล่าวว่า “พวกเราสนุกมากตอนถ่ายทำเอ็มวี เราอยากรักษาความมีชีวิตชีวาและอารมณ์ขันของเพลงเอาไว้ แล้วพอ T.I. มา ผมก็บอกเขาว่า เฮ้พวก ช่วยเต้นให้เหมือนคุณปู่นายตอนท่านไปงานแต่งงานหน่อยได้ไหม? แล้ว T.I. ก็จัดเต็มเลย เขาร่ายมนต์ราวกับเป็น Redd Foxx” (ตัว mv ที่เซ็กซี่สุด ๆ นี้เป็นไอเดียของผู้กำกับหญิงคนเก่ง Diane Martel ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากวิดีโอแนวเซ็กซี่ซี้ดซ้าดของ Terry Richardson และระหว่างการถ่ายทำก็ได้มีการเสนอไอเดียแหกคอกครั้งแล้วครั้งเล่าจนทำให้มันมีความสดใหม่ไม่ซ้ำใคร)

Robin-Thicke-Blurred-Lines-Video-04

สำหรับ 3 สาวนางแบบใน mv นี้นำทีมโดยสาวฮ็อตสุดเซ็กซี่ Emily Ratajkowski ร่วมด้วย Jessi M’Bengue และ Elle Evans (ว่ากันว่า Thicke ถึงกับต้องขอวีซ่า[คำอนุญาต]จากภรรยาสาวนักแสดง Paula Patton ก่อนมาถ่ายทำ mv นี้เชียวนะ! ฮา…)

ชื่ออัลบั้มใหม่ลำดับที่ 6 นี้จะใช้ชื่อว่า Blurred Lines เช่นกัน โดย Thicke เผยว่ามันจะมีซาวด์แบบป็อบมากขึ้น “เมื่อก่อนผมซีเรียสกับการเป็นศิลปิน ผมอยากเป็นอย่าง Marvin Gaye หรือ John Lennon และอีกหลายคนที่ร้องเพลงเกี่ยวกับความรักและความสัมพันธ์ แต่ตอนนี้ผมอยากที่จะปลดปล่อย ผมอยากทำอะไรสนุก ๆ อีกครั้ง ผมกับภรรยาอยากกลับเป็นหนุ่มสาว เราอยากเต้นรำและออกไปสังสรรค์กับเพื่อน ๆ ผมก็เลยอยากจะแต่งเพลงที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมดังกล่าว”

Thicke เสริมเกี่ยวกับชื่ออัลบั้มไว้ว่า “พออายุมากขึ้น ผมตระหนักได้ว่า พวกเราล้วนนึกว่าเราอยู่ในโลกที่มีแต่สีขาวกับดำ หรืออยู่บนทางตรง แต่พวกเราส่วนใหญ่มีชีวิตคาบเกี่ยวอยู่บนเส้นตรงเหล่านั้น และทุกเรื่องที่คุณเคยคิดว่ารู้ดีแล้ว พอยิ่งแก่ตัวคุณก็จะตระหนักว่า ‘เฮ้ย นี่ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยนี่หว่า’ ผมจะต้องใส่ใจมากขึ้น ฟังมากขึ้น และเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ”


>> แง้มใจดวงน้อย ๆ ของเฮีย Liam / แต่งเพลงง้อพี่ ‘Don’t Brother Me’ ขอคืนดีแบบมีฟอร์ม <<


350px-liam_noel_gallagher

พอดีเห็นมีทั้งแฟน ๆ Liam Gallagher และ OASIS ให้ความสนใจเพลง ‘Don’t Brother Me’ จากอัลบั้มใหม่ของ Beady Eye ที่ว่ากันว่า Liam ตั้งใจแต่งเพื่อพาดพิงไปถึง Noel แต่ปรากฏว่าพอตัวเพลงออกมาจริง ๆ เนื้อเพลงกลับสื่อความหมายในทางบวกมากกว่า แม้จะมีค่อนขอด Noel แบบเล็ก ๆ บ้าง แต่ในท่อนหนึ่งที่ร้องว่า ‘In the morning, I’ll be calling and hoping you understand. Give peace a chance. Take my hand – be a man.’ ก็ค่อนข้างจะสื่อนัยยะอย่างชัดเจนถึงการสงบศึก ขอคืนดี (เอ้า… กูยื่นมือให้จับแล้ว มึงช่วยจับหน่อยสิวะ Noel! 555)

โดยเฮีย Liam ในวัย 40 ปีกล่าวว่า การทะเลาะเบาะแว้งกับ Noel เป็นแรงบันดาลใจให้เขาแต่งเพลงนี้ขึ้นมา (ในเพลงมีประโยคที่อ้างอิงไปถึงตัว Noel อย่างเช่น ‘Did you shoot your gun?’ เพื่อหยอกล้อกับเพลง ‘If I Had A Gun’) เขาตั้งใจจะแต่งเพลงที่พูดถึงพี่น้องและความสมานฉันท์

Liam เสริมว่า “ในเพลงนี้มีบางส่วนที่เกี่ยวกับ Noel และบางส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องของพี่ ๆ น้อง ๆ โดยทั่วไป อ่ะทุกคนชิล ๆ กันหน่อย แล้วหันหน้ามาจับมือกันซะ”

“ผมไม่อายหรอกที่จะพูดถึงเรื่องคนในครอบครัว คุณถามมาสิ ผมพร้อมจะตอบ” “แต่เพลงนี้ไม่ได้พูดถึง Noel อย่างเดียวหรอก มันมีหลาย ๆ เรื่องอยู่ในนั้น แต่ถ้ามีโอกาสให้ผมแต่งเพลงเกี่ยวกับ Noel ได้เมื่อไหร่ ผมก็จะจัดให้เมื่อนั้น”

Liam ยังพูดถึงแรงบันดาลใจในการแต่งเพลงในอัลบั้ม BE ว่า…
“ผมไม่ได้แต่งเพลงเกี่ยวกับการเป็นที่หนึ่ง หรือไต่เต้าเพื่อเป็นที่หนึ่งหรอก แต่ผมพูดถึงชีวิต และสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต ผมนำประสบการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นมากลั่นกรองไว้ในบทเพลง ผมต้องการถ่ายทอดความเป็นจริง”

ขณะที่มือกีตาร์ Gem Archer แย้มเป็นนัยว่าบางเพลงได้รับอิทธิพลมาจากการล่มสลายของ OASIS แต่ทางวงไม่เคยคะยั้นคะยอให้คนแต่งเพลงอธิบายเกี่ยวกับเนื้อเพลง…
“วง OASIS น่ะผูกพันกับชีวิตเรามาเป็น 10 ปี แต่สำหรับ Liam มันมากกว่านั้น มันเผยแสดงออกมาในสิ่งที่เราทำอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ในฐานะวงดนตรี เราจะไม่ขอให้เพื่อนร่วมวงมาอธิบายหรอกว่าเนื้อเพลงที่เขาแต่งมันมีความหมายยังไง”

———————-

ขอบคุณแหล่งข้อมูล>>>
http://www.dailymail.co.uk/tvshowbiz/article-2332139/Liam-Gallagher-writes-musical-peace-offering-feuding-brother-Noel.html

http://news.ph.msn.com/entertainment/liam-gallagher-offers-truce-to-noel-on-be-1

http://www.shortlist.com/entertainment/music/liams-firm


The Strypes วงร็อครุ่นเยาว์จากไอร์แลนด์


strypes_2531372b

The Strypes คือวงร็อควัยละอ่อนจากเมืองคาวาน, ประเทศไอร์แลนด์ที่เล่นเพลงย้อนยุค 60-70 แนว rock & roll / rhythm & blues (วงที่เป็นแรงบันดาลใจ ได้แก่ The Rolling Stones, The Yardbirds และ Howlin’ Wolf) ล่าสุดได้ข่าวว่าพวกเขาได้รับคัดเลือกให้เล่นในเทศกาล Glostonbury ด้วย

สมาชิกทั้ง 4 ของวงประกอบด้วย (ตามรูปจากซ้ายไปขวา)
- มือกลอง Evan Walsh (15 ปี)
- มือเบส Peter O’Hanlon (16 ปี)
- นักร้องนำ Ross Farrelly (16 ปี)
- และมือกีตาร์ Josh McClorey (17 ปี)

ตามข่าวแจ้งว่า 3 สมาชิกคนโตสุดของวงได้ลาออกจากโรงเรียนเพื่อหันมาเอาดีด้านดนตรีแบบเต็มที่ โดยพวกเขาได้เซ็นสัญญากับค่าย Rocket Music ของ Elton John (ค่ายนี้มีรุ่นพี่เป็นศิลปินดาวรุ่งอย่าง Ed Sheeran) พวกเขาเคยเล่นเป็นวงสนับสนุนให้กับ Paul Weller และป๋า Noel เองก็เคยแวะมาดูคอนเสิร์ตของพวกเขาแล้ว (ส่วนจะชมหรือด่า อันนี้ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบ? 5555)

แหล่งข่าว>> http://www.telegraph.co.uk/culture/music/rockandpopfeatures/9982425/The-Strypes-New-Faces.html

 

————————–

 

 

 


ตารางศิลปินชูโรงเทศกาลดนตรี Glastonbury 2013


lineup_0

เอา line-up โคตรเทพของ Glastonbury ครั้งล่าสุดมาให้ตาร้อนผ่าวกันเล่น ๆ ฮะ 555 (ตอนนี้ตั๋ว sold out ไปเรียบร้อย)

วงเฮดไลน์บนเวที Pyramid Stage ได้แก่ Arctic Monkeys / The Rolling Stones / Mumford and Sons

ส่วนวงชูโรงวงอื่น ๆ ได้แก่ Foals / Vampire Weekend / The Vaccines / Primal Scream / the Smashing Pumpkins / Two Door Cinema Club / Alt-J / tame impala

สำหรับพวกเราชาวไทย(ที่อดไปดู 55) ปีนี้รู้สึกว่าทาง BBC จะได้สิทธิ์ถ่ายทอดสดนะฮะ (ไม่รู้จะมีให้ดูผ่านทาง Youtube ป่าวนะ?) ไว้มีอะไร update จะมาบอกต่ออีกทีฮะ
http://www.bbc.co.uk/mediacentre/latestnews/2013/glastonbury-2013.html

 

ส่วนท่านใดที่ต้องการจะดูตาราง line-up แบบเต็ม ๆ เชิญลิ้งนี้เลยฮะ (ดูแล้วตาลาย >< )

http://www.glastonburyfestivals.co.uk/line-up-poster

 

———————————-

 

Mumford-And-Sons

สำหรับวงโฟล์คร็อค Mumford and Sons ที่จะได้เป็น 1 ในวงเฮดไลน์ของ Glastonbury 2013 ก็แอบผวากับงานช้างครั้งนี้…

Mumford and Sons จะเป็นวงหลักที่เล่นปิดงานบนเวที Pyramid Stage ในวันที่ 30 มิ.ย. นี้ โดยหัวหน้าวง Marcus Mumford กล่าวว่า “มันเป็นงานช้างสำหรับการเป็นวงเฮดไลน์ในกลาสตันเบอรี เราเป็นวงดนตรีอายุน้อยที่เพิ่งจะมีอัลบั้มมา 2 ชุดเท่านั้น นี่จึงเป็นการเสี่ยงครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่วงของเราเคยเผชิญมาเลย”

ขณะที่มือแบนโจ Winston Marshall กล่าวว่า “สำหรับวงเฮดไลน์ในเทศกาลใหญ่ ๆ แบบนี้ พวกเขาต้องการวงแบบ Stone Roses ที่เล่นยาว 3 ชั่วโมงแล้วแฟนเพลงรู้จักร้องตามได้ทุกเพลง สำหรับเรามันเป็นการเดิมพันครั้งยิ่งใหญ่ แต่เมื่อถึงวันจริงที่เราต้องออกไปยืนอยู่ต่อหน้าผู้ชมแล้ว ทางเลือกของเราคือเล่นให้เต็มที่สุด ๆ เท่านั้น และเรายังได้เตรียมโชว์พิเศษไว้ให้แฟน ๆ อีกด้วย”


DAFT PUNK ผงาดง้ำค้ำโลก ครองแชมป์ 2 ฟากฝั่ง


Daft-Punk-rhinestone-boots-obsession-mag

นาทีนี้ DAFT PUNK แรงจนฉุดไม่อยู่แล้วจริง ๆ ฮะ
อัลบั้ม ‘Random Accessed Memories’ ครองอันดับ 1 ทั้งสองฟากฝั่ง นอกจากจะครองแชมป์ที่อังกฤษ (UK Chart) 2 อาทิตย์ซ้อนแล้ว
ล่าสุดอัลบั้มของพวกเขาเปิดตัวที่อันดับ 1 ในอเมริกา (US Billboard 200) ด้วย โดยที่นั่นทำยอดขายไปได้กว่า 3 แสนก็อปปี้ (ทำสถิติอัลบั้มขายดีที่สุดอันดับ 2 ของปี)

เกร็ดนอกเรื่องก็คือ ผมว่าปีนี้เป็นปีทองของ Pharrell Williams จริง ๆ เพราะแกไป feat. กับใครก็รุ่งหมด (นอกจาก ‘get lucky’ ของ daft punk แล้ว เพลงที่พี่แกไป feat กับ robin thicke อย่าง ‘Blurred Lines’ ก็พึ่งขึ้นอันดับ 1 ในอังกฤษด้วย)

สำหรับตัวเพลง ‘Get Lucky’ นั้นติดอันดับ 1 ไปทั่วโลกกว่า 10 ประเทศ รวมทั้งประเทศอังกฤษ และฝรั่งเศส(บ้านเกิดของ Daft Punk) ขณะที่ในประเทศอเมริกาก็ค่อย ๆ ไต่ชาร์ต HOT100 ขึ้นมาจนถึงอันดับที่ 4 แล้ว (ชาร์ตอันดับ 8 มิ.ย. 53)

———————-

มีคัฟเวอร์เพลง Get Lucky เก๋ ๆ มาฝากฮะ


สุดยอด 100 มือกลองที่ได้รับการยกย่องในแวดวง alternative


DaveGrohl01PA070111

เว็บไซต์ SPIN เขาจัดอันดับ “สุดยอด 100 มือกลองที่ได้รับการยกย่องในแวดวง alternative”

และอันดับ 1 ได้แก่ Dave Grohl !!!
โดยคอลัมนิสต์เขาให้เหตุผลว่า แม้การตีกลองของ Dave สมัยอยู่ Nirvana มันอาจจะไม่ได้เป๊ะสุด ๆ แต่มันก็เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและอารมณ์ ก่อนที่ Dave จะเข้าร่วมวง NIRVANA สไตล์การตีที่ดุดันของ Dave กับวงฮาร์ดคอร์ชื่อ SCREAM เป็นที่ต้องตาต้องใจ Kurt กับ Krist โดยรายหลังกล่าวว่า…
“เรารู้ในทันทีว่าเขานี่แหละคือมือกลองที่ใช่เลย” “เขาดูเจิดจ้า ร้อนแรง มีพลัง หมอนี่โคตรร็อคเลย

นอกจากผลงานที่ Dave Grohl ฝากไว้กับ NIRVANA อย่างเช่น ‘Smells Like Teen Spirit,’ ‘In Bloom,’ และ ‘Scentless Apprentice’ แล้ว อีกหนึ่งผลงานมาสเตอร์พีซได้แก่ การตีกระหน่ำกลองทอมตามสไตล์ของ Keith Moon ในเพลง ‘No One Knows’ ที่เขาไปร่วมแจมกับวง QUEENS OF THE STONE AGE นั่นเอง


—————————


สำหรับ 5 อันดับแรก และอันดับอื่น ๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่
2) Clyde Stubblefield และ John “Jabo” Starks (James Brown)
3) Stewart Copeland (The Police)
4) Tony Allen
5) Terry Bozzio (Frank Zappa, Missing Persons)
10) Chad Smith (Red Hot Chili Peppers)
11) Dave Lombardo (Slayer)
16) Stephen Perkins (Jane’s Addiction, Porno for Pyros)
17) Matt Cameron (Pearl Jam, Soundgarden)
18) Jimmy Chamberlin (Smashing Pumpkins)

————————

เครดิตบทความ ขอบคุณเว็บ SPIN >> http://www.spin.com/#articles/best-drummers-list-alternative-music/?utm_source=em&utm_medium=weeklynl&utm_campaign=052113&utm_content=coverstory


เกิดตอนแก่! (นักบินอวกาศแคนาดาอำลาภารกิจสุดเท่ด้วยเพลง ‘Space Oddity’)


Chris Hadfield

หลาย ๆ คนคงได้สดับรับฟังกันไปแล้ว สำหรับคัฟเวอร์เพลง ‘Space Oddity’ ของนักบินอวกาศตัวจริงชาวแคนาดา Commander Chris (คู่แข่ง Major Tom) ที่อำลาภารกิจท่องอวกาศครั้งล่าสุดแบบเท่ ๆ

นอกจากการเป็นนักบินอวกาศแล้ว ลูกพี่ Chris มีความฝันที่จะออกอัลบั้มเพลงนะฮะ เชื่อว่าตอนนี้คลิป viral คลิปนี้คงจะทำให้ค่ายเพลงแย่งตัวกันให้ควั่ก

สำหรับประวัติย่อของ Chris Hadfield นั้น อดีตเขาเคยเป็นนักบินขับไล่ของกองทัพอากาศแคนาดา ก่อนจะผันตัวมาเป็นนักบินอวกาศตั้งแต่ทศวรรษที่ 90 โดยรับหน้าที่เป็น capsule communicator ของภารกิจกระสวยอวกาศ 2 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดนั้น Chris ในวัย 53 ปี ทำเก๋ปิดภารกิจกระสวยอวกาศ ISS ด้วยการเล่นเพลง ‘Space Oddity’ ของ David Bowie อัดลง youtube ก่อนที่เขาจะกลับสู่โลกอย่างปลอดภัยกับยานอวกาศโซยุส ในวันที่ 13 พ.ค. 2013

ดนตรีนั้นถือเป็นงานอดิเรกที่ Chris ให้ความสนใจมาตลอด โดยเขาเป็น 1 ในสมาชิกของ Max Q วงดนตรีรวมพลนักบินอวกาศของนาซ่าที่ก่อตั้งมานานกว่า 4 ทศวรรษแล้ว ในวงดังกล่าวที่มีการหมุนเวียนสมาชิกอยู่เรื่อย ๆ Chris รับตำแหน่งมือเบสและนักร้องนำ และก่อนหน้านี้เมื่อเดือน ก.พ. 2013 เขาก็ได้ร่วมแจมในคอนเสิร์ตใหญ่ของประเทศแคนาดาอย่าง Canadian coast-to-coast concert ที่ถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ โดยการส่งภาพของเขาร้องเพลงและเล่นกีตาร์ในเพลง ‘Is Somebody Singing’ มาจากอวกาศ (เพลง ‘Is Somebody Singing’ พอเปลี่ยนเป็นตัวอักษรย่อแล้วจะได้ ISS ตรงกับชื่อกระสวยอวกาศที่ Chris มีส่วนร่วมในภารกิจนั่นเอง)

—————————

emm_hi_res2012

เธอผู้นี้คือ 1 ในเบื้องหลังความสำเร็จของคัฟเวอร์เพลง ‘Space Oddity’ เวอร์ชั่นนักบินอวกาศของแท้ครับสาวสวยผู้นี้มีนามว่า Emm Gryner เป็นศิลปินชาวแคนาดา เธอรู้จักมักจี่กับ Chris ตั้งแต่ปี 2002 ซึ่งตอนนั้น Chris ได้นำอัลบั้มของเธอ ‘Asianblue’ ติดขึ้นไปฟังบนอวกาศด้วย (โดยในอัลบั้มดังกล่าว Emm ได้แต่งเพลง ‘Christopher’ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากสหายนักบินอวกาศนั่นเอง)

ถ้าไปดูในคลิป Space Oddity จะเห็นว่าในเครดิตนั้นขึ้นชื่อของ Emm เป็นคนแรกเลยทีเดียว โดย Emm เป็นคนที่ใส่ไอเดีย intro เพลงด้วยเปียโนเข้าไป และเป็นคนเล่นเองด้วย รวมไปถึงไอเดียที่จะนำเสียงรบกวนจากในสถานีอวกาศเข้ามาผสมผสานไว้ในเพลง

แหม่… นอกจากสวย แล้วยังไอเดียบรรเจิด ร้ากเลย

❥ ❥ ❥
—————————

David-Bowie-Space-Oddity

สำหรับเพลงต้นฉบับ ‘Space Oddity’ นั้นเป็นผลงานของ David Bowie ที่ออกครั้งแรกเมื่อปี 1969 และบังเอิญตรงกับช่วงที่มนุษย์อวกาศเดินทางไปเหยียบดวงจันทร์ได้สำเร็จพอดี อัลบั้มที่สองของเขาชุดนี้ทีแรกใช้ชื่อว่า David Bowie ตามชื่อตัวเอง แต่มาเปลี่ยนเป็น Space Oddity ในภายหลัง มันเป็นผลงานที่แต่งขึ้นโดยได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ไซไฟขึ้นหิ้งเรื่อง ‘2001: A Space Odyssey’ (โดยคำว่า Space Oddity นั้นก็แผลงคำมาจากชื่อหนังนั่นเอง)

เนื้อหาย่อ ๆ ของเพลง Space Oddity ว่าด้วยตัวละครสมมติชื่อ Major Tom นักบินอวกาศผู้ตัดขาดการสื่อสารกับทางโลก และทะยานออกสู่ห้วงอวกาศเพียงลำพัง


Daft Punk ทำสำเร็จ นำเพลงขึ้นอันดับ 1 ที่อังกฤษได้เป็นครั้งแรก!


7048-420-x-250.ashx

Daft Punk เปรี้ยวจริง ๆ สองสหาย robot rock นำเพลง ‘Get Lucky’ ทะยานขึ้นอันดับ 1 อย่างสง่าผ่าเผย ด้วยยอดขายกว่า 1.5 แสนก็อปปี้ (และนี่ยังเป็นเพลงอันดับ 1 เพลงแรกของ Daft Punk ในอังกฤษอีกด้วย)

สำหรับเพลง ‘Get Lucky’ นี้ต้องถือว่าเป็นเพลงที่รวบรวมคนดนตรีระดับพระกาฬอย่างแท้จริง นอกจากคู่หูอิเล็กโทรอย่าง Daft Punk แล้ว พวกเขายังได้ไปเชื้อเชิญ แร็ปเปอร์ตัวพ่อ Pharrel มาร่วมขับร้องและแต่งเนื้อเพลง รวมทั้ง Nile Rodgers ตำนานดิสโก้จากวง Chic มาเล่นกีตาร์ให้

(เดือนหน้านี้ Daft Punk จะปล่อยอัลบั้มใหม่ลำดับที่สี่ ‘Random Access Memories’ ซึ่งพวกเขาได้ทำการทดลองทางดนตรี โดยจากเดิมที่ใช้แต่เครื่องดนตรีสังเคราะห์อย่างเดียว แต่ในอัลบั้มใหม่นี้พวกเขาอยากนำ “นักดนตรีจริง ๆ” มาร่วมถ่ายทอดบทเพลงในแบบฉบับของ Daft Punk)

———————-

** ศัพท์/สำนวนจากเพลง ‘Get Lucky’ ของ Daft Punk **


ที่จริงเพลงนี้ก็ไม่มีอะไรมากครับ มันเป็นเพลง funk ที่มีเนื้อหา sexy วาบหวามหน่อย ๆ (up all night นี่ถ้าแปลตรงตัวก็คือ อยู่ทั้งคืน/อยู่ยันเช้า… แต่ถ้าแปลแบบขำ ๆ ก็คงจะได้ว่า “ขึ้นสวรรค์กันทั้งคืน” ประมาณนั้น 55)
แต่ Pharrel ที่เป็นคนแต่งเพลงนี้ เขาก็แย้มว่า เพลงนี้ตีความได้อีกแง่ตรงที่ get lucky คือความโชคดีที่เราได้มาเจอะเจอคนที่ถูกชะตากัน

>>เพลงนี้มีศัพท์/ประโยคเด็ด ๆ เช่น<<

- get lucky = โชคดี (คำนี้พื้น ๆ เลยฮะ ถ้าจะบอกว่า “ฉันโชคดีจัง” ก็ใช้ ‘I get lucky.’ มีอีกประโยคหนึ่งที่ผมเจอบ่อย ถ้าฝรั่งเขาจะบอกว่า “ทำไมฉันถึงได้โชคดีขนาดนี้?” เขาจะพูดว่า ‘How did I get so lucky?’)

- We’ve come too far to give up who we are = เรามาไกลเกินกว่าจะถอยหลังกลับ (ประโยคนี้ความหมายดีมากเลย ใช้ได้ทั้งในแง่ความรักหรือแม้แต่การงาน บางครั้งสิ่งที่เราได้สั่งสมร่วมกันมานาน มันก็ดีเกินกว่าที่เราจะยอมละทิ้งมันไปได้)

- raise the bar = ก้าวขึ้นไปอีกขั้น / ยกระดับ (raise the bar เป็นสำนวนที่แปลว่า ยกระดับความยาก หรือถ้าจะแปลแบบฮาๆ คงได้ว่า ‘เล่นท่ายาก’ 555)

 

———————-

 


‘Another Brick In The Wall’ (ก้อนอิฐทุกข์ในกำแพงใจ)


Pink+Floyd+the+wall

 

We don’t need no education (เราไม่เอาการศึกษาเฮงซวย)

We don’t need no thought control (เราไม่เอาการครอบงำล้างสมอง)

No dark sarcasm in the classroom (เลิกเย้ยหยันแดกดันเราในห้องเรียนเสียที)

Teacher leave them kids alone (คุณครู อย่าจุ้นกับเด็กนักเลย)

Hey! Teacher! leave them kids alone! (เฮ้ อาจารย์! ปล่อยให้เด็กได้คิดเองบ้าง!)

All in all it’s just another brick in the wall (ทั้งหมดทั้งมวล มันก็แค่ก้อนอิฐอีกก้อนในกำแพงใหญ่)

All in all you’re just another brick in the wall (เอาเข้าจริง คุณมันก็แค่อิฐบล็อกเล็กๆ ในกำแพงทื่อๆ)

——————–

——————–

 

“Another Brick In The Wall (Part 2)” เพลงฮิตของวงโปรเกรสซีฟร็อคอย่าง Pink Floyd เพลงนี้เคยขึ้นอันดับ 1 มาแล้วทั่วโลกในปี 1979-1980 จะว่าไปมันก็เป็นเพลงที่ลักลั่นย้อนแย้งเอาการ เพราะมันเป็นเพลงที่มีจังหวะสนุก แต่เนื้อหานั้นสุดแสนจะเคร่งเครียด แถมมันเป็นเพลงที่ใครต่อใครยกให้เป็นเหมือนลายเซ็นของวง Pink Floyd แต่สำหรับแฟนพันธุ์แท้แล้ว นี่เป็นเพลงที่ทั้งแปลกแยกและไม่ใช่เพลงที่ดีที่สุดของพวกเขาเลย!

 

            Roger Waters มือเบสและนักร้องนำ คีย์แมนผู้แต่งเพลงนี้ กล่าวว่า “ผมแต่งเพลงนี้เพื่อเสียดสี เพราะที่จริงแล้วผมเป็นคนที่เห็นความสำคัญของการศึกษาอย่างมาก… แต่ในสมัยที่ผมเรียน การศึกษาภาคบังคับในยุค ’50 มันเป็นการบังคับขู่เข็ญ และมันจำเป็นต้องมีการขบถ… เพลงนี้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ครูอย่างเดียว แต่ยังสื่อไปถึงการเป็นขบถต่อรัฐบาลที่ชั่วช้า การต่อต้านคนที่มีอำนาจเหนือคุณ พวกคนผิด นั่นล่ะคือสิ่งที่คุณจำเป็นจะต้องต่อต้าน”

 

          “Another Brick In The Wall” เป็นเพลงแบบไตรภาค โดย –[Part 1]- เป็นการเกริ่นที่คลอด้วยเสียงร้องและกีตาร์โซโลเบาๆ ทำนองขับเคลื่อนไปอย่างเนิบๆ เนื้อหาเกี่ยวกับตัวเอก “พิงค์” ที่เติบโตขึ้นและค้นพบว่าพ่อของตัวเองตายไปเพราะสงคราม พิงค์สะเทือนใจและเริ่มสร้างกำแพง -[Part 2]- มีท่วงทำนองกระฉับกระเฉงแบบดิสโก้ และนอกจากเสียงร้องของ Waters และเพื่อนร่วมวงแล้ว ยังมีเสียงบงการดุๆ ของครูปะทะกับเสียงประสานของนักเรียนเป็นระยะๆ เนื้อหาตอนสองคือ หลังจากที่ถูกครูถากถาง พิงค์ก็ฝันว่านักเรียนในโรงเรียนลุกฮือประท้วงพวกครูใจทราม -[Part 3]- เป็นส่วนที่สั้นแต่ดุดันที่สุดในแบบฮาร์ดร็อค ดนตรีเร่งเร้า เสียงร้องแผดกร้าว เนื้อหาของตอนสุดท้าย พิงค์เดือดดาลเมื่อพบว่าภรรยานอกใจ เขาลงมือก่อกำแพงจนสำเร็จ เขาปิดกั้นตัวเองโดยสมบูรณ์ และมองทุกคนที่ผ่านมาในชีวิตเป็นแค่ก้อนอิฐในกำแพงนั้น…

 

เพลงนี้ของ Pink Floyd มาจากผลงานชุด “The Wall” ที่ออกในปลายปี 1979 มันเป็นคอนเซ็ปต์อัลบั้มที่เพลงทุกเพลงจะมีความต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน โดย Roger Waters และโปรดิวเซอร์ Bob Ezrin เริ่มต้นด้วยการเขียนสคริปต์ 40 หน้าที่ว่าด้วยเรื่องราวของ “พิงค์” ตัวเอกที่มีความซับซ้อนทางอารมณ์ ซึ่งเป็นตัวละครที่ได้รับแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาจากชีวิตจริงของ Waters นั่นเอง! (โดยพ่อของ Waters ก็เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่สอง) และนอกจากนี้บางเพลงยังมีการอ้างอิงไปถึง Syd Barrett สมาชิกยุคก่อตั้งของ Pink Floyd ที่จำต้องอำลาวงไปเพราะอาการป่วยทางจิตจากการใช้ยาอย่างหนัก

 

เนื้อเรื่องย่อของอัลบั้ม The Wall ได้แก่… พิงค์มีวัยเด็กที่ทุกข์ทนเพราะแม่โอ๋เค้าจนเกินไป และครูที่โรงเรียนก็คอยกลั่นแกล้งทำร้ายเค้า ทำให้พิงค์มีปมและเริ่มก่อกำแพงในใจ เขาเติบใหญ่ขึ้นมาเป็นร็อคสตาร์ แต่ชีวิตคู่ของเค้ากลับมีปัญหาเพราะการนอกใจ การใช้ยา และการใช้ความรุนแรง และนั่นทำให้พิงค์ตัดสินใจสร้างกำแพงปิดกั้นตัวเองจากโลกภายนอก… แต่หลังจากนั้นวิกฤติของพิงค์กลับยิ่งทวีคูณ โดยเค้าตกอยู่ในภวังค์ สร้างภาพหลอนว่าตนเป็นผู้นำเผด็จการลัทธินีโอนาซีผู้เกรี้ยวกราด ที่พร้อมจะส่งไพร่พลไปลงมือกับสาวกคนที่เค้าเห็นว่าไร้ค่า… ซึ่งสุดท้ายแล้วพิงค์ที่ทุกข์ทรมานกับความรู้สึกผิดบาป ก็ถูกมโนสำนึกพิพากษาให้เขา “ทลายกำแพงลงเสีย” และเปิดทางให้พิงค์กลับออกไปสู่โลกแห่งความจริง

 

จะว่าไป… อัลบั้ม The Wall ก็เป็นเหมือนกระจกที่สะท้อนปัญหาชีวิตของ Roger Waters และวง Pink Floyd นั่นเอง! โดยแรงบันดาลใจแรกเริ่มมาจากการที่ช่วงหนึ่งทางวงกำลังมีปัญหากับการออกทัวร์ พวกเขาเหนื่อยหน่ายกับความกดดันที่ถาโถมเข้ามาและความคลั่งไคล้อย่างเกินขอบเขตของแฟนๆ จนกระทั่งครั้งหนึ่ง Waters เหลืออดและถ่มน้ำลายใส่แฟนเพลงข้างเวทีที่โหวกเหวกโวยวายสร้างความรำคาญให้กับเขา! และนั่นทำให้ Waters นึกถึงการสร้างกำแพงเว้นช่องว่างระหว่างศิลปินกับแฟนเพลง… เท่านั้นไม่พอ Waters ยังได้ก่อกำแพงขึ้นในวง Pink Floyd ของเขาเองอีกด้วย! Waters ที่สวมบทบาทหัวหน้าวงนับตั้งแต่เมื่อ Syd Barrett จากไป ยิ่งนานวันอัตตาของเขาก็ยิ่งล้นจนไปครอบงำเพื่อนสมาชิกคนอื่นเสียหมด Waters นั้นเป็นคนกำหนดทิศทางวงและแต่งเพลงเองแทบทั้งหมด จนทำให้บางครั้งเพื่อนร่วมวงรู้สึกว่า Waters ไม่ให้ความสำคัญกับพวกเขาเลย และปฏิบัติกับพวกเขาเหมือนเป็นแค่วงแบ็คอัพ! ในการอัดอัลบั้ม “The Wall” นั้น บรรยากาศเป็นไปอย่างตึงเครียด และ Waters ชอบไปไซโคไล่บี้มือคีย์บอร์ด Richard Wright ที่เขาคิดว่าไม่ทุ่มเทให้กับวง จนสุดท้าย Wright ถูกบีบให้ลาออกจากวงและถูกลดชั้นลงมาเป็นนักดนตรีรับจ้าง!… แต่สุดท้ายแล้ว Waters กลับต้องเป็นฝ่ายไปเสียเอง! หลังอัลบั้มต่อมา “The Final Cut” (1983) สถานการณ์ความขัดแย้งก็มาถึงขีดสุด Waters หมางเมินกับเพื่อนๆ จนเขาต้องยอมถอนตัวออกไปอย่างเคียดแค้นในปี 1985 (ขณะที่ Wright ถูกดึงกลับมาร่วมงานในปี 1987) จนกระทั่ง 24 ปีให้หลัง… ในปี 2005 Waters ได้กลับมารวมตัวกับเพื่อนๆ Pink Floyd อีกครั้งในคอนเสิร์ตเพื่อการกุศล Live 8 และนั่นก็เป็นแค่ครั้งเดียวในหนหลังที่มี Waters อยู่ด้วย! (แม้แต่ในคอนเสิร์ตไว้อาลัย Syd Barrett ที่ลอนดอนเมื่อปี 2007 Waters ยังขึ้นแสดงต่างหากแยกจากวง Pink Floyd)

pink

 

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

 

 

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย>> จากเพลง>> Another Brick In The Wall

-          แรงเสียจนถูกแบน! ด้วยเนื้อหาของ Part 2 ที่ว่าด้วยการต่อต้านระบบการศึกษา ทำให้ “Another Brick In The Wall” ถูกแบนในประเทศแอฟริกาใต้ระหว่างที่ยังมีระบอบการแบ่งแยกสีผิว!

 

-      เด็กเอ๋ยเด็กดี(ร้องฟรี?!?) นักร้องประสานเสียงใน Part 2 นั้นเป็นเด็กๆจากโรงเรียนในเมืองอิสลิงตัน ประเทศอังกฤษ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆกับสตูดิโอ โดยพวกเค้าเกณฑ์เด็กอายุ 13-15 ปีมาได้ 23 คน… แต่ภายหลังก็มีเรื่องอื้อฉาวนิดหน่อย โดยมีคนไปขุดคุ้ยว่าทางวงไม่ได้จ่ายเงินค่าจ้างให้กับเด็กๆที่มาร้องคอรัสให้ แถมตัวเพลงที่เด็กๆร้องนั้นยังมีเนื้อหาต่อต้านครูและโรงเรียนอีกต่างหาก! ซึ่งภายหลังทางวงได้ชดเชยด้วยการให้เวลาใช้ห้องอัดแก่วงประสานเสียง รวมทั้งมอบเงิน 1,000 ปอนด์ กับแผ่นเสียงแพลตินั่มให้แก่ทางโรงเรียน (และเมื่อปี 2004 นาย Peter Rowan นักดนตรีชาวสก็อตเจ้าของบริษัทลิขสิทธิ์เพลง ได้เริ่มตามตัวเด็กๆที่เคยร้องคอรัสในเพลงดังกล่าว ซึ่งถ้าว่ากันตามกฎหมายลิขสิทธิ์ฉบับปี 1996 แล้ว พวกเขามีสิทธิที่จะได้เงินจำนวนหนึ่งจากการจำหน่ายเพลงด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น Rowan ไม่ได้สนใจในตัวเงินมากเท่ากับการนำเหล่านักร้องคอรัสกลับมารียูเนี่ยนกันอีกครั้ง!)

 

-          ดิสโก้ โก้จริงๆ! ไอเดียการใช้จังหวะดิสโก้ในเพลงนี้ ซึ่งแหวกแนวจากเพลงตามมาตรฐานของ Pink Floyd นั้นมีที่มาจากโปรดิวเซอร์ Bob Ezrin นั่นเอง! โดย Ezrin ที่เป็นแฟนเพลงของวง Chic นั้นได้ยุให้ David Gilmour มือลีดกีตาร์ของวงลองเข้าคลับไปฟังเพลงดิสโก้ดู และผลลัพธ์ที่ได้จากการทดลองและจากความร่วมมือของทุกคนก็ออกมาดีเสียจน Waters ต้องกล่าวชมว่ายอดเยี่ยม ขณะที่ Gilmour เองก็ทึ่งและออกปากว่า “มันฟังดูไม่เหมือนเพลงของ Pink Floyd” เลย

 

-          เพลงอันดับ 1 ครั้งแรกและครั้งเดียว! ที่จริง Pink Floyd แทบไม่เคยออกเพลงเป็นซิงเกิ้ลเลย เพราะในฐานะวงโปรเกรสซีฟร็อค ทางวงกลัวจะเสียคอนเซ็ปต์ของอัลบั้มที่เน้นความเชื่อมโยงสอดประสานกันระหว่างเพลงกับอาร์ตเวิร์คทั้งหมดไปเสีย แต่โปรดิวเซอร์ Bob Ezrin ที่เห็นแววดังของเพลงนี้ ได้พยายามโน้มน้าวให้ Pink Floyd เชื่อว่าการตัดเพลงนี้เป็นซิงเกิ้ลจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และยอดขายของอัลบั้มแน่ๆ… และผลลัพธ์ก็เป็นไปอย่างที่ Ezrin คาดไว้! มันกลายเป็นเพลงฮิตอันดับ 1 บนบิลบอร์ดครั้งแรกและครั้งเดียวของพวกเค้า 

 

-          เพลงดัง หนังตามมา! หลังจากที่ทั้งอัลบั้มและทัวร์คอนเสิร์ต The Wall ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม พวกเขาก็ได้ออกหนัง “Pink Floyd The Wall” ตามมาในปี 1982 โดย Roger Waters รับหน้าที่เขียนบทเอง ตัวหนังได้ทั้งเงินทั้งกล่อง โดยมันทำเงินได้ถึง 22 ล้านดอลลาร์ ในทางกลับกันทั้งวง Pink Floyd เอง และตัวผู้กำกับ Alan Parker ซึ่งมีปากเสียงกันตลอดการถ่ายทำ ต่างก็ไม่ประทับใจกับผลงานครั้งนี้เท่าใดนัก! (รู้หรือไม่ว่า…ใน Youtube เอ็มวีหลายๆตัวจากอัลบั้ม “The Wall” ที่เราเห็นนั้น ส่วนใหญ่แฟนๆจะตัดต่อมาจากหนังเรื่องนี้นั่นเอง)

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->


>>>เพลง ‘Thrift Shop’ ทำไมมันถึงดัง?<<<


THH05

ศัพท์เด็ด ๆ สำนวนโดน ๆ แบบนี้ บ่องตง… หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว นอกจากเล่มนี้

สั่งซื้อคลิกเลย >> สำนวนจัดเต็ม สแลงจัดหนัก

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

 

ec-macklemore-0

ทีแรกผมเฉย ๆ กับเพลงนี้นะ ฟังเพลง + ดู mv แล้วก็รู้สึกว่ามันเป็นเพลงจังหวะสนุก ๆ ภาพดูเกรียน ๆ ขำ ๆ ดี

แต่พอรู้เนื้อเพลงแล้วก็พบว่ามันเป็นเพลงที่ “มีดี” น่าสนใจมาก ๆ!!
และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เพลงนี้ดังขึ้นมาแบบเหลือเชื่อ (โดยแทบไม่ต้องโปรโมต ฝรั่งเขาเรียกเพลงที่ฮิตแบบเงียบ ๆ แบบนี้ว่า sleeper hit)

**กล่าวคือ… ‘Thrift Shop’ เป็นเพลงแบบทวนกระแส เสียดสีวงการเพลง hip-hop และกระแสทุนนิยม**
เพราะโดยปกติแล้ว ในเนื้อเพลงของศิลปิน hip-hop ทั่วไปมักจะพูดถึงไลฟ์สไตล์ที่หรูหราฟู่ฟ่า หว่านเงินแบบไม่อั้น (สแลง make it rain) เสื้อผ้าต้องแบรนด์เนม ใส่เพชรเม็ดเป้ง สวมทองระยิบระยับ ** แต่ในเพลงของแร็ปเปอร์ผิวขาวอย่าง Macklemore กลับพูดถึงการแข่งกันประหยัด ซื้อเสื้อในร้านมือสอง หยิบเอาเสื้อผ้าของคุณปู่คุณทวดมาใส่ ** (ในเนื้อเพลง มีบางท่อนที่ Macklemore สำทับไว้ด้วยว่า เราไม่จำเป็นต้องไปตามใคร เป็นตัวของตัวเองดีกว่า) ของดีราคาถูกก็มีอยู่ถมไปเนอะ!

แหม่… ผมว่าเพลงนี้มันเข้ายุคเข้าสมัยกับเศรษฐกิจในอเมริกาดีนะ 555 (เพลงสำหรับ พ.ศ. พอเพียง อิอิ)

————————

**เรียนรู้ศัพท์แสงจากในเพลง**
- thrift shop แปลว่า ร้านขายของมือสอง
- pop some tags เป็นสแลง แปลว่า ช็อปปิ้ง, ซื้อเสื้อ
(คำว่า pop tags มาจากกริยาตอนที่เราซื้อเสื้อมาเสร็จ แล้วเด็ดป้ายราคาออกจากเสื้อนั่นเอง)


รีวิวหนัง Sound City


 

5424_607711509257090_909937300_n

 

รีวิวหนัง Sound City (เล็ก ๆ น้อย ๆ)

เนื่องจากเพื่อนสมาชิก น้องอู (@Kai-ou) ชวนไปดูนะฮะ ซึ่งสำหรับผมถือเป็นกิจกรรมที่น่าสนใจมาก ๆ ที่บ้านเราจะมี documentary เกี่ยวกับวงการเพลงร็อคมาฉายในโรงหนังแบบนี้

ผมถือวิสาสะตั้งแนวหนังเรื่องนี้เป็น rockumentary ที่ว่าด้วย “สตูดิโอเพลง Sound City ที่ครั้งหนึ่งถือเป็นโอเอซิสแห่งวงการเพลง เราจะได้ติดตามการเกิด-ตั้งอยู่-และดับของมันไปตามยุคสมัย”

แกนกลางที่ทำให้ศิลปินมากหน้าหลายตามารวมตัวกันในหนังเรื่อ งนี้ก็คือ 1) เจ้าบอร์ดบันทึกเสียง Neve และ 2) Dave Grohl … กล่าวคือ Dave Grohl ที่แจ้งเกิดกับ Nirvana จากอัลบั้ม ‘Nevermind’ ไปขอซื้อบอร์ดตัวนี้จากห้องอัด Sound City ที่กำลังจะปิดตัวลง แล้วก็เผอิญพบว่าบอร์ดตัวนี้เคยเป็นสื่อกลางที่ศิลปินระดับพระกาฬหลายรายใช้บันทึกเสียงอัลบั้มขั้นเทพมาแล้วหลายชุด ดังนั้นจากความตั้งใจเดิมที่จะทำแค่หนังสารคดีเล็ก ๆ เกี่ยวกับวง Nirvana จึงถูกยกระดับมาเป็นหนังสเกลใหญ่ที่ถ่ายทอดเรื่องราวตลอด 5 ทศวรรษของสตูดิโอแห่งนี้

ตัวหนังบอกเล่าเรื่องราวความเป็นไปของสตูดิโอเพลง Sound City กว่า 5 ทศวรรษ ตั้งแต่ยุค 1970-2010 นอกจากผู้ชมจะได้สัมผัสกับศิลปินเพลงระดับบิ๊กเนมในแต่ละยุคสมัยแล้ว เรายังได้สัมผัสชีวิตของผู้คนที่แวะเวียนเข้า-ออกสตูดิโอแห่งนี้ และได้เรียนรู้เรื่องราวการเปลี่ยนผ่านจากยุค “อะนาล็อก” มาสู่ยุค “ดิจิตอล” ที่สร้างผลกระทบแก่วงการเพลงอย่างใหญ่หลวงทั้งในแง่บวกและลบ(รวมทั้งสตูดิโอ Sound City เองที่ค่อย ๆ เสื่อมถอยตามกาลเวลา ก่อนจะปิดตัวลงในปี 2011)

สำหรับความพิเศษของสตูดิโอ Sound City นี้ก็คือ มันเป็นห้องอัดที่บันทึกเสียงกลองได้เด่นชัดที่สุด และพยายามยืนหยัดรักษาความเป็นอะนาล็อกไว้ได้ยาวนานที่สุด (ซึ่งเป็นจุดต่างที่ทำให้ศิลปินหลายรายหวนหา sound city ที่สามารถให้ซาวด์ที่สด ดิบ เป็นธรรมชาติ อย่างที่เครื่องมือดิจิตอลทั่วไปไม่อาจให้ได้)

ที่จริงในหนังมีเรื่องราวโดน ๆ ประโยคเด็ด ๆ เยอะเลย แต่ประโยคหนึ่งที่ผมชอบมากก็คือตอนที่ Dave Grohl พูดถึงปรัชญาการทำงานของ Nirvana ตอนอัดอัลบั้ม ‘Nevermind’ นั่นคือ… “พวกเขาไม่ได้ต้องการสร้างความสมบูรณ์แบบ แต่ต้องการสร้างผลงานที่ใช่จากความรู้สึก”

————————-

สุดท้ายนี้ขอเม้นนิดหน่อย
- ประทับใจการจัดงานครั้งนี้มาก ถ้าไม่นับเรื่องความล่าช้าแล้ว อย่างอื่น เช่น ตัวหนัง, โรงหนัง, วิทยากรรับเชิญ = ใช่เลย!

- จำได้ก่อนไปดู มีคนบ่นใน post ของผู้จัดว่า “ไม่มี sub ไทย ภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาพ่อภาษาแม่นะ” 5555 ส่วนตัวผมก็จับภาษาอังกฤษในหนังเรื่องนี้ได้สัก 70% ส่วนที่เหลือให้ความรู้สึกพาไป (“ก็เพลงเป็นภาษาสากลนี่เนาะ” 555)

- สำหรับแฟน ๆ ที่พลาดชม เห็นว่าทางค่ายเขาทำ dvd ออกมาแล้วนะฮะ รวมทั้ง cd เพลงด้วย (ส่วนใครอยากดูโรงอีก คงต้องรอลุ้นให้โรงหนังอินดี้อย่าง house หรือ ลิโด นำมาฉายแล้วกระมัง)

 


สรุปผลรางวัล BRIT AWARDS 2013


_65215247_odellpa

 

สรุปผลรางวัล BRIT AWARDS 2013 สำหรับใครที่พลาดชมเมื่อคืนครับพ้ม http://www.brits.co.uk/winners

ศิลปินชายยอดเยี่ยม = Ben Howard
ศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม = Ben Howard
ศิลปินหญิงยอดเยี่ยม = Emile Sande
ศิลปินกลุ่มยอดเยี่ยม = Mumford & Sons
ศิลปินแสดงสดยอดเยี่ยม = Coldplay
ขวัญใจนักวิจารณ์ = Tom Odell
ศิลปิน ญ นานาชาติยอดเยี่ยม = Lana Del Rey
ศิลปิน ช นานาชาติยอดเยี่ยม = Frank Ocean
ศิลปิน กลุ่ม นานาชาติยอดเยี่ยม = The Black Keys
โปรดิวเซอร์แห่งปี = Paul Epworth
อัลบั้มแห่งปี = Emile Sande
ซิงเกิ้ลเพลงยอดเยี่ยม = Skyfall (Adele)


BIFFY CLYRO ความงดงามที่แฝงอยู่ในความเกรี้ยวกราด


biffy_clyro

สำหรับประวัติย่อ ๆ ของวง
BIFFY CLYRO เป็นวงร็อค 3 ชิ้นจากเมืองคิลมาร์น็อก, สก็อตแลนด์ ประกอบไปด้วย
- Simon Neil (พี่สัก) ร้องนำ, ลีดกีตาร์
- James Johnston เบส, ร้องประสาน
- Ben Johnston กลอง, ร้องประสาน

BIFFY CLYRO เป็นวงร็อคที่มีสำเนียงดุดัน เพราะได้รับอิทธิพลทางดนตรีมาจากสาย hardcore และ progressive ดนตรีจึงมีหนักมีเบา บางเพลงก็มีริฟฟ์กีตาร์ค่อนข้างโหด แต่เห็นดุดันขนาดนี้ พวกเขาก็ถือเป็นวงหนึ่งที่แต่งเพลงบัลลาดได้โคตรเพราะเลยครับ!

สำหรับชื่อวงแปลก ๆ BIFFY CLYRO (บิฟฟี่ ไคลโร) นั้น ที่จริงทางวงอุบไต๋ไว้นานมาก และเพิ่งจะยอมเผยความลับเมื่อไม่นานมานี้เอง เพราะทนรำคาญการเซ้าซี้ของพวกนักข่าวไม่ไหว (แต่ขนาดสมาชิกวงเองก็ยังบอกเล่ามาไม่เหมือนกัน ถ้าไม่เมา ก็คงจะอำนักข่าวเล่น 555)

- โดย Simon Neil เผยว่า ชื่อนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Cliff Richard ป็อบสตาร์รุ่นเดอะตัวพ่อของเกาะอังกฤษ เนื่องจากสมัยพวกเขาเด็ก ๆ ที่สก็อตแลนด์จะมีสินค้าลิขสิทธิ์ ต่าง ๆ ของ Cliff วางขายอยู่เต็มไปหมด พวกเขาก็เลยนึกขึ้นเล่น ๆ ว่าน่าจะทำปากกา Biro รุ่น Cliff ออกมาขาย (ปากกา Biro คือปากกาลูกลื่นราคาถูกนั่นแหละฮะ)
พวกเขาก็เลยตั้งชื่อปากกาดังกล่าวว่า Cliffy Biros ก่อนจะแผลงมาเป็นชื่อวงว่า Biffy Clyro

- ขณะที่มือกลอง Ben บอกว่า ชื่อนี้มาจากการจับคู่คำ 2 คำ ระหว่าง Biffy ซึ่งเป็นชื่อเล่นของสายลับตัวจริงที่เป็นแรงบันดาลใจให้แก่นวนิยายดัง James Bond และ Clyro เป็นชื่อของเมืองหนึ่งในเวลส์ ที่ครอบครัวของพวกเขาเคยไปเที่ยวพักผ่อนวันหยุด

—————–

เริ่มแรกที่ผมรู้จักวงนี้จริง ๆ ก็คือเมื่อปี 2010 ตอนนั้นแอดเมา “มิสเต๋อ” เป็นคนที่ติดตามวง BIFFY CLYRO แถมยังตามติดความเคลื่อนไหวของศึกชิงแชมป์ UK Chart ในสัปดาห์คริสต์มาส ซึ่งปีนั้นถือเป็นปีที่มันมาก ๆ เลยฮะ!

>>เนื่องจาก>>
1) เต็ง 1 นาย Matt Cardle ซึ่งเป็นแชมป์รายการ X Factor ซีซั่น 7 จะเข็นเพลง ‘When We Collide’ ที่ไปคัฟเวอร์เพลง ‘Many of Horrors’ ของ BIFFY CLYRO มานั่นเอง

2) ทีนี้แฟน ๆ ของ BIFFY CLYRO เกิดอาการยี้เห้ฮะ ก็เลยก่อม็อบชักชวนให้แฟน ๆ พร้อมใจกันช่วยซื้อเพลงต้นฉบับของแท้ ‘Many of Horrors’ ให้แซงหน้าของเทียมขึ้นอันดับ 1 ให้จงได้

3) และสาวกเพลงอินดี้ ยังปลุกแผนพิฆาต 4’33 ขึ้นมาอีก โดยมุ่งหมายจะสกัดดาวรุ่งอย่างนาย Matt Cardle ให้สิ้นชื่อ (สรุปสั้น ๆ คือเพลง 4’33 เป็นเพลงคารวะครูเพลง John Cage ที่ไร้สรรพเสียงตลอด 4 นาทีครึ่งนั้น)

4) แต่ผลสุดท้ายก็คล้าย ๆ กับผลเลือกตั้งบ้านเราล่ะฮะ 555 กล่าวคือ “พวกนอนมา” ยังไงก็นอนมา ส่วนพวกคู่แข่งก็ตัดคะแนนกันเอง โดยอาทิตย์ดังกล่าว Matt Cardle ครองแชมป์ไปด้วยยอดขาย 4.4 แสนก็อปปี้ / ส่วนเจ้าของเพลงต้นฉบับอย่าง BIFFY CLYRO ได้อันดับที่ 8 / ขณะที่ 4’33 แม้จะเรียกเสียงฮือฮาได้ แต่ยอดขายจริงก็ไม่เข้าเป้าเท่าไหร่ (ถ้าจำไม่ผิดน่าจะอยู่ใน top20 ฮะ)

——————

OnlyRevolutions

สำหรับอัลบั้มที่แจ้งเกิด BIFFY CLYRO จนดังเปรี้ยงปร้างก็คือ
อัลบั้มที่ 5 ‘Only Revolutions’ ที่ได้ทั้งเงินทั้งกล่อง

โดยในปี 2010 อัลบั้มนี้ไต่ขึ้นไปสูงสุดที่อันดับ 3 และทำยอดขายรวมได้เฉียด 4 แสนแผ่น พร้อมกับได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Mercury Prize 2010 (แชมป์ของปีนั้นคือ the xx)

อัลบั้มนี้เพลงดี ๆ เพียบฮะ นอกจาก ‘Many of Horrors’ แล้วยังมี Bubbles, Mountains, God & Satan, The Captain เป็นต้น

—————–

SNA23BIF1_682_894397a

::Simon Neil ศิลปินผู้คลั่งไคล้รอยสัก::

ไม่ต้องบอกก็รู้ (เพราะตัวพี่มันฟ้องขนาดนั้น! 555)

Simon Neil เป็นคนที่ชื่นชอบรอยสักมาก ๆ โดยเขาถือว่าการสักเป็นวิธีสะสมงานศิลปะบนร่างกายอย่างหนึ่ง

Neil สารภาพว่า “ผมมีรอยสักอยู่บนตัวทั้งหมดราว ๆ 30 แห่ง ตอนนี้ท่อนบนผมไม่เหลือที่จะให้สักแล้วล่ะ แต่ผมคงจะไม่สักตรงท่อนล่างหรอกนะ”

รอยสักของ Neil ส่วนใหญ่จะได้ต้นแบบมาจากงานศิลป์ชื่อก้องโลก อย่างเช่น ภาพสเก็ตช์ของ Da Vinci หรือรูปกางเขนของ Dali

สำหรับรอยสักรูปแรกของเขานั้น เป็นอาร์ตเวิร์กจากวงชื่อ Perfect Record ซึ่ง Neil บอกว่า “ตอนนี้ผมไม่ได้ติดตามผลงานพวกเขาแล้ว แต่ผมยังชอบรอยสักนี้อยู่นะ”

และเห็นห่าม ๆ อย่างนี้ แต่ก็แอบน่ารักนะ!
เพราะที่หน้าอกของ Neil มีประโยคเด็ดจากเพลงของวง Beach Boys แผ่หราอยู่ว่า ‘God Only Knows What I’d Be Without You’ ซึ่งเป็นรอยสักที่เขาอุทิศให้กับเมียสุดที่รัก Francesca Neil นั่นเอง (จากข้อมูลบอกว่า เพลงนี้เป็นเพลงที่ทั้งคู่ได้เต้นรำคู่กันเป็นครั้งแรก… โอย สวีทซะ ฮิ้วๆๆๆ)

ลิ้งนี้ >> เผื่อใครจะไปตามรอยรอยสักพี่แกฮะ 555 >> http://www.thesun.co.uk/sol/homepage/news/scottishnews/2650263/Simon-Neil-is-the-The-Biffy-Clyro-art-rocker.html

—————

ในยุทธจักรเพลงอัลเทอร์
BIFFY CLYRO เป็นอีกวงที่ขึ้นชื่อว่าแสดงสดได้มันสะแด่วสุด ๆ

เริ่มต้นจากเวทีเล็ก ๆ บัดนี้ 3 สหาย BIFFY CLYRO ได้กลายเป็นวงเฮดไลน์ในหลาย ๆ เทศกาลดนตรี อาทิเช่น Glostonbury 2011

และล่าสุดพวกเขาได้เป็นวงเฮดไลน์ในเทศกาลยักษ์ใหญ่อย่าง Reading & Leeds 2013 (ขึ้นชื่อเป้ง ๆ วงแรกเลยฮะ! 555)

biffy_clyro10_website_image_prints_standard

เอาคลิปนี้ไปพิสูจน์ความมันสะแด่วของ BIFFY CLYRO กันหน่อยฮะ

จากเทศกาล Glostonbury เมื่อปี 2011 ที่นาย Simon ถอดเสื้อเล่นมันทั้งคอน (ใจคอพี่จะเป็นชีริวหรือไงฮะ? 55)

ที่เก๋อีกอย่างคือ วงคัฟเวอร์เพลง Crazy In Love ของ Beyonce มาโชว์ด้วยฮะ (แหม่… ทำไปได้ 55)

—————–

ปิดท้ายกันด้วยผลงานล่าสุดชุดที่ 6
‘Opposites’

Biffy_Clyro_-_Opposites

หลังจากฝ่าฟันกันบนเส้นทางดนตรีมานานกว่าทศวรรษ
ในที่สุด BIFFY CLYRO ก็นำผลงานขึ้นอันดับ 1 บน UK Chart ได้สำเร็จ

โดย Opposites ครองอันดับ 1 ในสัปดาห์ล่าสุดที่ประเทศอังกฤษ
ด้วยยอดขายกว่า 7 หมื่นชุด

สำหรับอัลบั้มนี้ที่ออกล่าช้า ก็เนื่องจากทางวงต้องเสียเวลากับการทัวร์คอนเสิร์ตไปเยอะ อันเป็นผลต่อเนื่องมาจากความสำเร็จของอัลบั้มก่อน ซึ่งระหว่างนั้นทางวงก็แต่งเพลงเก็บมาเรื่อยจนได้ถึงมากกว่า 40 เพลง

ซึ่ง Simon Neil เผยว่า “อัลบั้ม Opposites นี้จะเป็นอัลบั้มคู่ โดยแต่ละแผ่นจะมีอารมณ์ที่ต่างขั้วกันเลย อัลบั้มหนึ่งจะให้ความรู้สึกแบบหยิน สว่างไสว ส่วนอีกอัลบั้มหนึ่งจะให้ความรู้สึกแบบหยาง มืดหม่น”

‘Mon the BIFF!’


Liam เผย “เคยเกลียด Blur จริง ไม่ได้โม้!”


 

เว็บ Live4Ever ได้ตัดตอนบทสัมภาษณ์ส่วนหนึ่งจากนิตยสาร NME ฉบับครบรอบ 60 ปี ปก Liam ซึ่งเจ้าตัวได้พูดถึงความรู้สึกในยุค 90′ ที่ OASIS กับ BLUR เคยขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือด

โดย Liam Gallagher อดีตนักร้องนำจอมห้าวของ OASIS กล่าวยืนยันว่า ความเป็นอริของทั้งสองวงนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่การตอกไข่ใส่สีของสื่อ เพราะเขาเองเคยเหม็นขี้หน้าวงคู่อริจากลอนดอนจริง ๆ

ในฉากหนึ่งของวงการดนตรีบริทป็ อบ เมื่อปี 1994 วงน้องใหม่อย่าง OASIS เพิ่งจะเปิดตัวอัลบั้มแรก ‘Definitely Maybe’ ขณะที่ BLUR ก็กำลังไปได้สวยกับอัลบั้ม ‘Parklife’ ที่ผลักดันให้พวกเขากลายเป็นวงหัวแถวของประเทศอังกฤษ และหลังจากนั้นก็ตามมาด้วยสงครามน้ำลายระหว่างสมาชิกทั้งสองวงผ่านหน้าสื่ออังกฤษเป็นระลอก ๆ และหนึ่งในจุดพีคของเหตุการณ์ก็คือการที่ทั้งสองวงออกซิงเกิ้ลพร้อม ๆ กันในเดือน ส.ค. ปี 1995 ซึ่งยกนั้น BLUR ชนะ และตามมาด้วยการปะทะคารมอย่างต่อเนื่อง โดยครั้งหนึ่ง Noel ถึงกับเคยให้สัมภาษณ์แขวะว่า “ผมอยากให้ไอ้ Damon กะ Alex ติดเอดส์ตาย!” (ซิงเกิ้ลที่ว่าได้แก่ เพลง ‘Country House’ ของ BLUR และ ‘Roll With It’ ของ OASIS)

และป๋า Liam ของเราได้เปิดใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า…
“ตอนนั้นเราไม่ได้เล่นตามน้ำไปกับพวกสื่อหรอก ตอนนั้นผมเกลียด Blur จริง ๆ ว่ะ ผมคิดว่าพวกนั้นมันก็แค่ตุ๊ดแต๋วจากลอนดอน และพวกเราเป็นอะไรที่แตกต่างออกไป คุณอาจจะเคยทำเรื่องนู้นนี้นั้นมาบ้าง แต่ไม่มีใครมาพูดแทนตัวผมได้หรอกว่าผมชอบหรือไม่ชอบใคร ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องขำ ๆ อ่ะ สนุกดีออก”

——————–

ขอบคุณแหล่งข่าว http://www.live4ever.uk.com/2012/09/liam-gallagher-on-90s-blur-rivalry-at-the-time-i-hated-them/?utm_source=twitterfeed&utm_medium=facebook&utm_campaign=Feed%3A+Live4ever+%28Live4ever+Ezine%29&utm_content=FaceBook

 

ยกนั้น BLUR ชนะฮะ กับเพลง Country House (ทำยอดขายเป็นอันดับที่ 1 จำนวน 2.7 แสนหน่วย)

 

ส่วน OASIS พ่ายยกนั้นไปแบบเจ็บ ๆ แค้น ๆ ฮะ 555 (เข้าป้ายที่ 2 ยอดขาย 2.1 แสนหน่วย)


Carly Rae Jepsen ควง Gotye ยึดแชมป์บิลบอร์ดได้นานสุดในปี 2012


วันนี้มาอัพเดทชาร์ทเพลงสากลกันนิดหน่อยนะฮะ

ทางฝั่งอเมริกา ยังไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง นั่นคือแม่สาว Carly Rae Jepsen ยังครองอันดับ 1 เหนียวแน่นกับเพลง ‘Call Me Maybe’

นั่นทำให้ตอนนี้ ‘Call Me Maybe’ กลายเป็นเพลงที่ติดอันดับ 1 บนบิลบอร์ดนานที่สุดของปี 2012 ในเวลา 8 สัปดาห์ เท่ากับเพลง ‘Somebody I Used To Know’ ของ Gotye

นอกจากนี้ เพลงที่เธอไปร่วมแจมกับศิลปินหนุ่ม Owl City ก็ทะยานขึ้นมาในอันดับ TOP15 ด้วย กับเพลง ‘Good Time’
(เชื่อว่าหลายคนคงดู ‘Call Me Maybe’ จนเบื่อแล้ว เอาเพลงใหม่ไปฟังกันบ้างดีกว่าเนอะ)

 


[Billboard จัดโผ "ดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งวงการเพลงปี 2012"]


เข้าสู่ครึ่งหลังของปี 2012 ทาง Billboard ได้ประมวลดาวรุ่งที่แจ้งเกิดอย่างงดงามในปีนี้ โดยพิจารณาจากกระแสความนิยมในชาร์ทเพลง และยอดขายในการทัวร์คอนเสิร์ต

ซึ่งผมจะขอหยิบยกศิลปินบางรายในโผนี้มารายงานกัน

>> One Direction
ถือเป็นการกลับมาเกิดแบบเปรี้ยงปร้างสำหรับวงบอยแบนด์อังกฤษ 5 หนุ่มน้อยข้ามฝั่งไปดังถล่มทลายถึงอเมริกา นอกจากอัลบั้ม Up All Night จะขึ้นอันดับ 1 แล้ว ทัวร์คอนเสิร์ตของพวกเขาก็ขายดิบขายดีจนต้องมีการเพิ่มรอบ ล่าสุดแว่วมาว่าทั้ง 5 หนุ่มกำลังเข้าห้องอัดเร่งทำอัลบั้มที่ 2 เพื่อตอบรับกระแสความแรง

————

>> Fun.
วงสามหน่อจากเมืองนิวยอร์กที่แจ้งเกิดจากเพลง ‘We Are Young’ ที่ไปปรากฏอยู่ในโฆษณากีฬา Superbowl และในละครดังเรื่อง Glee ตัวเพลงพุ่งทะยานถึงอันดับ 1 ในชาร์ตบิลบอร์ด ถือเป็นวงร็อควัยรุ่นทำเพลงสนุกแต่มีคุณภาพที่น่าจับตามองอีกวง

————
>> Carly Rae Jepsen
อดีตผู้เข้าแข่งขัน Canadian Idol ศิลปินสาวที่ร้องและแต่งเพลงเองวัย 26 ปีผู้นี้ มาดังแบบจริงๆ จังๆ กับเพลง ‘Call Me Maybe’ เพลงรักใสๆ กวนๆ ที่ชนะใจแฟนเพลงป็อบทั่วโลก (ตัวเพลงขึ้นอันดับ 1 ในบิลบอร์ด 3 สัปดาห์รวด)

————

>> Lana Del Rey
ศิลปินสาวสุดแนวที่มาแรงเกินความคาดหมาย กับสไตล์เพลงแบบ vintage (ย้อนยุค) เธอพาอัลบั้มแรกของเธอ ‘Born To Die’ ขึ้นชาร์ตอันดับ 2 ในบ้านเกิดอเมริกา แถมยังไปขึ้นอันดับ 1 ในหลายประเทศ รวมทั้งอังกฤษ

————
>> Kimbra
นักร้องสาวสุดเก๋ชาวนิวซีแลนด์ ที่ได้ดีเพราะเพื่อน เธอแจ้งเกิดจากการเป็นศิลปินรับเชิญในเพลง ‘Somebody That I Used To Know’ ของหนุ่ม Gotye (ซึ่งอันที่จริงผลงานเพลงของเธอเองก็โดดเด่นอยู่แล้ว)

————

>> Alabama Shakes
วงร็อคอเมริกา 3 หนุ่ม 1 สาว กับสไตล์เพลง punk blues ที่ถูกใจบรรดานักวิจารณ์ อัลบั้มแรกของพวกเขาไปได้สวยในชาร์ตเพลงสายนอกกระแส (indie / alternative)

————

>> Grimes
สาวเซอร์ที่ถือเป็นอีก 1 ศิลปินหน้าใหม่ที่มาแรงที่สุดในดนตรีสาย electro อัลบั้มลำดับที่สาม ‘Visions’ ได้รับการตอบรับอย่างดีจากทั้งนักดิ้นและนักวิจารณ์

————-

ท่านใดที่ต้องการติดตามโผแบบเต็มๆ เชิญไปที่ลิ้งของ billboard ได้เลย
http://www.billboard.com/features/2012-s-brightest-new-stars-so-far-1007475752.story#/features/2012-s-brightest-new-stars-so-far-1007475752.story


กลับไม่ได้ ไปไม่ถึง Pete เจ้าเก่า ถูกถ้ำกระบอกเฉดหัว


ศิลปินนักวิทยาศาสตร์(ทดลองยา) รายนี้คงยากจะเยียวยาจริงๆ ข่าวล่าสุดมีรายงานว่า Pete Doherty ได้ถูกอัปเปหิออกจากสถานบำบัดยาแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่บ้านเฮานั่นเอง

โดย Pete นั้นเข้ารับการบำบัด ได้เพียง 3 สัปดาห์ แต่ก็ทำตัวป่วนเสียจนเจ้าหน้าที่ต้องอัญเชิญเขาออกจากบ้านคนล่าฝัน เพราะเกรงว่าตัวเขาจะสร้างความไขว้เขวให้กับผู้เข้ารับการบำบัดรายอื่น ๆ ที่กำลังจะเลิกยาได้สำเร็จ

รายงานกล่าวว่า Pete ต้องใช้เงินสำหรับการบำบัดราว 7,000 ปอนด์ต่อเดือน (350,000 บาท) และในรอบ 2 ปีหลังมีคนไข้ที่ถูกเชิญกลับเพียงแค่ราว ๆ 10 ราย และตัว Pete ก็บินกลับอังกฤษทันที


ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 144 other followers