Just another WordPress.com site

สำนวนอังกฤษ2

สำนวนอังกฤษ 116


 

 

เจ้าของบล็อกขอฝากเพจ IDIOM & SLANG ใน Facebook ด้วยนะครับ ^ ^ อย่าลืมช่วยกด like เป็นสมาชิกด้วยเน้อ~

http://www.facebook.com/pages/IDIOM-SLANG-chahaela-sanwn-xangkvs/120614324648986

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

 

Under someone’s wing

= โอบอุ้มคุ้มครอง / ฟูมฟัก / ค้ำจุน / อุปถัมภ์ค้ำชู

= อยู่ในอารักขา / อยู่ในความดูแล

ความหมาย:

Under one’s wing หมายถึง การอยู่ภายใต้ความดูแลคุ้มครองของคนๆหนึ่ง อุปมาดั่งแม่นกที่กางปีกปกป้องเลี้ยงดูลูกๆที่กำลังเติบใหญ่

การที่คุณอยู่ในฐานะ under one’s wing ของใครคนหนึ่งนั้น ไม่เพียงแต่ว่าเขาจะให้ความคุ้มครองคุณอย่างเดียว แต่เขาอาจจะช่วยสั่งสอนและผลักดันคุณให้สำเร็จก้าวหน้าด้วย

 

ตัวอย่าง:

I’m a newcomer in this company and I’m lucky that my senior colleagues take me under their wing.

(ฉันเป็นน้องใหม่ในบริษัทนี้ และฉันโชคดีที่พวกรุ่นพี่คอยดูแลช่วยเหลือฉัน)

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

 

No drama

= ชิลๆ

= ‘ไม่เป็นไร’ / ‘ไม่ใช่เรื่องใหญ่’

ความหมาย:

‘No drama’ เป็นวลีพูดที่ให้ความหมายเดียวกันกับ ‘No worries.’ หรือ ‘No problem.’ หมายถึง ไม่มีปัญหา ไม่มีอะไรเสียหาย ฉะนั้นไม่ต้องวิตกกังวลไป (ไม่มีดราม่า ฉะนั้นไม่ต้องเครียด อิอิ ;-P)

ตัวอย่าง:

A: I get stuck in the traffic jam now. Sorry, I might be there late.

(ตอนนี้ชั้นติดแหง่กอยู่บนถนน โทษนะ ชั้นอาจไปถึงที่นั่นสาย)

B: No drama!

(ไม่เป็นไร!)

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->


No rhyme or reason / Without rhyme or reason

= ไม่มีเหตุผล / ไม่สมเหตุสมผล / ไม่มีปี่มีขลุ่ย

= มั่วซั่ว / แบบดื้อๆ

 

ความหมาย:

สิ่งที่ไม่มีเหตุผล ไม่มีคำอธิบาย ไม่มีที่มาที่ไป ทั้งในเชิงตรรกะหรือในเชิงกวี

 

ตัวอย่าง:

A: Where’s Prisana? I’m looking for her.

(ปริศนาอยู่ไหน? ผมกำลังตามหาเธอ)

B: I don’t know. She disappears without rhyme or reason.

(ฉันไม่รู้ เธอหายตัวไปแบบดื้อๆ)

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

 

Minging

= ตุๆ / ฉึ่งๆ / เน่า

= เยิน / เห่ย / อุบาทว์ / ดูไม่จืด

= น่าเกลียด / น่าขยะแขยง

= เมาแอ๋ / เมาปลิ้น

ความหมายและตัวอย่าง:

-  ming เป็นคำศัพท์เก่าจากสก็อตแลนด์ หมายถึง กลิ่นเหม็นตุๆ กลิ่นไม่พึงปรารถนา ซึ่งในปัจจุบันก็ยังใช้กันอยู่

เช่น ‘He doesn’t wash his hair yet and it’s minging.’

(เขายังไม่ได้สระผมเลย และมันเหม็นฉึ่ง)

-  ‘minging’ (มิง-งิง) เป็นสแลงที่วัยรุ่นอังกฤษนิยมใช่แพร่หลายตั้งแต่ในปี ค.ศ. 2000 โดยหมายถึง น่ารังเกียจ น่าขยะแขยง หรือ ดูไม่ดี ไม่งามตา

เช่น ‘He is rude and he always boasts. He’s minging.’

(เขาหยาบคายและเขาชอบคุยโวโอ้อวด เขาช่างน่ารังเกียจ)

-  ‘minging’ ยังแปลว่า เมาปลิ้น ได้อีก

เช่น ‘That night he was minging and forgot what he did.’

(คืนนั้นเขาเมาปลิ้น และลืมว่าเขาทำอะไรลงไป)

- ‘minging’ ยังหมายถึง ขี้เหร่ ได้ด้วย โดยถ้าใครถูกเรียกว่า ‘minger’ นั่นเป็นการสบประมาทอย่างแรง หมายถึงเขา/หล่อน หน้าตาไม่ผ่านเกณฑ์หล่อ/สวย

เช่น ‘Don’t tell anyone, but I think her boyfriend is a minger.’

(อย่าไปบอกใครเชียว แต่ชั้นว่าแฟนของหล่อนน่ะขี้เหร่ได้โล่)

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

 

สงวนลิขสิทธิ์

- ยินดีสำหรับการใช้เพื่อการศึกษาค้นคว้า เพิ่มเติมความรู้

- ยินดีถ้าท่านจะ save เก็บไว้อ่านเองที่บ้าน

แต่ไม่ยินดี สำหรับการคัดลอก, ดัดแปลง, ทำซ้ำ

หรือนำไปจัดจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต

About these ads

สำนวนอังกฤษ 112


เจ้าของบล็อกขอฝากเพจ IDIOM & SLANG ใน Facebook ด้วยนะครับ ^ ^ อย่าลืมช่วยกด like เป็นสมาชิกด้วยเน้อ~

http://www.facebook.com/pages/IDIOM-SLANG-chahaela-sanwn-xangkvs/120614324648986

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

Kick it up a notch

= บวก / เพิ่ม

= เพิ่มความเร้าใจ / เติมความมัน

= เพิ่มรสชาติ / เพิ่มความแซ่บ / เพิ่มความเข้มข้น


ความหมาย:

การทำให้สิ่งหนึ่งๆ ตื่นเต้นขึ้น น่าสนุกขึ้น หรือเข้มข้นขึ้น เช่นกับจานอาหาร หรืองานปาร์ตี้ วลีนี้มีที่มาจากคำพูดติดปากของเชฟชื่อดัง Emeril Lagasse เจ้าของรายการอาหารทางสถานี Food Network ในสหรัฐ

ตัวอย่าง:

- This dish is so tasteless. Let’s kick it up a notch with some chillies.

(จานนี้จื๊ดจืด เติมความแซ่บด้วยพริกสักหน่อย)


;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->


Pass the torch

= ส่งต่อหน้าที่ / ส่งมอบ / ส่งต่อตำแหน่ง


ความหมาย:

การส่งมอบความรับผิดชอบ ภาระหน้าที่ ให้กับอีกบุคคลหนึ่ง

ตัวอย่าง:

- South Africa passed the World Cup torch to Brazil.

(แอฟริกาใต้ส่งมอบเวิลด์คัพให้กับบราซิล)


;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->


Cool under pressure

= นิ่ง / เยือกเย็น / นิ่งสยบ

= นิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว


ความหมาย:

การสงบนิ่งท่ามกลางวิกฤติ และยังประพฤติปฏิบัติได้อย่างดี ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ตัวอย่าง:

- Alberto Contador keeps cool under pressure to win Paris-Nice race.

(อัลแบร์โต้ คอนทาดอร์ นิ่งสยบความเคลื่อนไหว คว้าชัยรายการปารีส-นีซ)


;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->


refudiate

= ปฏิเสธ / บอกปัด / ไม่เอา / ลบล้าง



นาง ซารา เพลิน เจ้าของคำใหม่แกะกล่อง refudiate


ความหมายและที่มา:

‘Refudiate’ เป็นคำกริยาที่หมายถึง การบอกปัด ปฏิเสธ   เป็นการเล่นคำโดยผสมระหว่างคำว่า

‘refute’ (พิสูจน์ว่าไม่จริง / หักล้าง) กับ ‘repudiate’ (บอกปัดว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง / ปฏิเสธว่าไม่จริง)

มันเป็นสแลงที่ถูกยกให้เป็นคำฮ็อตฮิตของฤดูร้อนปี 2010 โดยต้นตอมาจากนักการเมืองหญิงเหล็กชาวสหรัฐ Sarah Palin แห่งพรรครีพับลิกัน ซึ่งคิดค้นคำดังกล่าวขึ้นมาจนเป็นที่ฮือฮา โดยในเดือนกรกฏาคม 2010 เธอได้กล่าวคำๆนี้ในการแสดงทัศนะต่อต้านแผนการก่อสร้างศูนย์อิสลามในย่านเดียวกันกับเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ผ่านทางรายการทีวีของสถานี Fox รวมถึงใน Twitter ของเธอเองด้วย

นอกจากนางเพลินจะถูกต่อต้านจากชาวมุสลิมแล้ว ผู้ที่เคร่งครัดกับการใช้ภาษาบางคนยังได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เธอด้วยว่าใช้คำไม่ถูกต้อง ทำภาษาวิบัติ ซึ่งนางเพลินออกมาแก้ต่างในภายหลังว่า “ภาษาอังกฤษนั้นดิ้นได้ ขนาดเช็คสเปียร์เองยังชอบคิดค้นคำใหม่ๆเลย เราต้องสนุกกับมันสิ!”

แต่พอมีการสืบค้นกันดีๆแล้วก็พบว่า refudiate ถูกคิดค้นขึ้นมาตั้งแต่ยุค 80 ในนิยาย “The Lunatics of Terra” ของนักเขียนแนวไซ-ไฟ John Sladek แต่พึ่งมาดังก็เพราะดีเบตของนางเพลิน

ตัวอย่าง:

- Palin said that ‘The president and his wife have power in their words. They could refudiate what it is that this group is saying.’

(เพลินกล่าวว่า ‘ปธน.กับภริยามีวาจาสิทธิ์ พวกเค้าสามารถลบล้างสิ่งที่คนกลุ่มนี้พูดได้)


;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->


สงวนลิขสิทธิ์

- ยินดีสำหรับการใช้เพื่อการศึกษาค้นคว้า เพิ่มเติมความรู้

- ยินดีถ้าท่านจะ save เก็บไว้อ่านเองที่บ้าน

แต่ไม่ยินดี สำหรับการคัดลอก, ดัดแปลง, ทำซ้ำ

หรือนำไปจัดจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต


สำนวนอังกฤษ 110


สำนวนอังกฤษ 110  ดาวดาวดาว

(idioms & slangs 110)

 

 

 

เจ้าของบล็อกขอฝากเพจ IDIOM & SLANG ใน Facebook ด้วยครับ ^ ^

อย่าลืมกด like เป็นสมาชิกด้วยเน้อ~

 
;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->
 

Down for the count

= พ่าย / หมดท่า / ร่วงกราว / เสร็จ / ปิดฉาก / ถึงจุดจบ

 

ความหมาย:

            ‘down for the count’ หมายถึง การพ่ายแพ้ปราชัย เหมือนกับนักมวยที่ถูกหมัดน็อคลงไปนอนให้กรรมการนับสิบ

 

ตัวอย่าง:

-          CBS series ‘NUMB3RS’ is down for the count due to low ratings.

(ละครเรื่อง ‘NUMB3RS’ ของสถานีซีบีเอสถูกปิดฉาก เนื่องจากมีเรตติ้งต่ำ)

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

 

The more I know, the less I know / The more I know, the less I understand

= ยิ่งรู้ยิ่งโง่ / ยิ่งรู้ยิ่งไม่เข้าใจ

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

  

 

A taste of your own medicine

= แก้เผ็ด / เอาคืน / เกลือจิ้มเกลือ

 

ความหมาย:

            การโต้ตอบเอาคืนอีกฝ่ายโดยใช้การกระทำที่สาสมกันเพื่อเป็นการให้บทเรียน เหมือนกับสำนวนไทย เกลือจิ้มเกลือ

โดย give a taste of your own medicine’ แปลตรงตัวว่า ให้ลิ้มรสยา ซึ่งส่วนใหญ่มีรสชาติแย่ไม่ถูกปาก แต่สามารถช่วยแก้อาการป่วยได้ ในที่นี้ก็อุปมาดั่งการใช้ การกระทำแสบๆ(ยาขม) ไปแก้ พฤติกรรมทรามๆ(โรคร้าย)

 

ตัวอย่าง:

-          That student abused the BB in the classroom – the teacher got angry and threw it on the floor. She gave him a taste of his own medicine.

(นักเรียนคนนั้นใช้บีบีอย่างไม่ถูกกาลเทศะในห้องเรียน อาจารย์โกรธและเขวี้ยงมันลงบนพื้น เธอเอาคืนอย่างสาสม)

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

 

You can’t take it with you

= ตายแล้วก็เอาไปไม่ได้

 

ความหมาย:

                จงพอใจในสิ่งที่ตนมี และอย่าละโมบโลภมาก เพราะเมื่อเราตายไปแล้ว ก็เอาอะไรติดตัวไปไม่ได้สักอย่าง

 

ตัวอย่าง:

-          I hate those greedy entrepreneurs. They always exploit resources and take advantage of labors to make them richer. They can’t take it with them!

(ฉันเกลียดนายทุนจอมละโมบพวกนั้น พวกเค้าเอาแต่กอบโกยทรัพยากรและเอาเปรียบแรงงานเพื่อทำให้พวกตนร่ำรวยขึ้น พวกเค้าตายไปก็เอาไปไม่ได้สักแดงเดียว!)

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

 

 

สงวนลิขสิทธิ์
 
- ยินดีสำหรับการใช้เพื่อการศึกษาค้นคว้า เพิ่มเติมความรู้
- ยินดีถ้าท่านจะ save เก็บไว้อ่านเองที่บ้าน
 
แต่ไม่ยินดี สำหรับการคัดลอก, ดัดแปลง, ทำซ้ำ
หรือนำไปจัดจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต


สำนวนอังกฤษ109


สำนวนอังกฤษ 109  ดาวดาวดาว

(idioms & slangs 109)

 

 

 

เจ้าของบล็อกขอฝากเพจ IDIOM & SLANG ใน Facebook ด้วยครับ ^ ^

อย่าลืมกด like เป็นสมาชิกด้วยเน้อ~

 
;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->
 

Lights are on but there’s nobody home / There’s nobody home

= มีหัวแต่ไม่มีสมอง / หัวกลวง / หัวขี้เลื่อย

 

ความหมาย:

                “Lights are on but there’s nobody home” (ไฟเปิด แต่ไม่มีใครอยู่บ้าน) เป็นการเปรียบเทียบถึงคนที่ฉลาดน้อยหรือทึ่ม

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

 

 

Boomerang Generation

= ลูกแหง่ / ชาวเกาะ

 

 

คำเหมือน:

-          Boomerang kids / Boomerangs

 

ความหมายและที่มา:

                “Boomerang Generation” หมายถึง วัยรุ่นหนุ่มสาวที่กลับมาตายรังอยู่ที่บ้านกับพ่อแม่หลังเรียนจบจากมหาวิทยาลัย (เหมือนบูมเมอแรงที่ขว้างไปแล้วย้อนกลับมานั่นไง)

                โดยปกติแล้วพวกฝรั่งเมื่อโตได้ที่ ปีกกล้าขาแข็ง ก็มักจะออกไปเผชิญชีวิตข้างนอก ไม่ว่าจะไปเรียนต่อ ทำงานหาเงินเอง  มีคู่แต่งงาน หรือออกไปแสวงหาอิสรภาพ แต่หลังปี 2000 เมื่อเศรษฐกิจอเมริกาเกิดภาวะฟองสบู่แตก สิ่งที่ตามมาก็คือการเลิกจ้างปลดคนงานจำนวนมาก บริษัทหันไปใช้วิธีเอาท์ซอร์สกันมากขึ้น ค่าแรงตกต่ำ และการจบมหาลัยมหาหลอกไม่สามารถเป็นตัวการันตีตำแหน่งงานได้อีก! แถมการจะเก็บเงินซื้อบ้านได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆอีกต่อไป

                เมื่อดูจากสถิติแล้วก็น่าเป็นห่วงคนเมืองลุงแซมไม่น้อย! เพราะเกือบ 1 ใน 5 ของวัยรุ่นอายุยี่สิบปลายๆ ยังอยู่อาศัยกับพ่อแม่ (เทียบกับ 1 ใน 8 จากเมื่อ 20 ปีก่อน) และในเดือน ธ.ค. 2009 วัยรุ่นอายุ 18-24 ปี มีอัตราการว่างงานสูงถึง 18.4%

                แต่ก็มีข้อวิจารณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าว โดยเชื่อว่า Boomerang kids บางคนรักสนุก รักสบาย ไม่อยากมีภาระ หรืออยากอยู่เป็นโสดไปนานๆ จึงเลือกที่จะเป็นชาวเกาะ(เกาะพ่อแม่กิน ;-P)

 

ตัวอย่าง

- The problems of the Boomerang Generation: The Economy has forced many twenty-somethings back home with parents. (ปัญหาของคนรุ่นบูมเมอแรง: เศรษฐกิจได้บีบบังคับให้คนวัยยี่สิบปลายๆจำนวนมากต้องกลับไปอยู่บ้านกับพ่อแม่)

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

 

 

‘Shut up and keep talking!’

= หยุดพล่ามแล้วเข้าเรื่องซะ!’ / ขอเนื้อๆ ไม่เอาน้ำๆ

 

ความหมาย:

                เป็นประโยคที่จะใช้เมื่อคุณต้องการข้อมูลที่เป็นสาระ(เนื้อๆ) แต่อีกฝ่ายมัวแต่พร่ำพูดถึงรายละเอียดยิบย่อยน่าเบื่อที่คุณไม่จำเป็นต้องรู้(น้ำๆ)

 

ตัวอย่าง:

A: Hey dude, who won the match?

(เฮ้ ใครชนะวะเพื่อน?)

B: It was a very close match. But there were many attendants and it was very hot.  And I think…

(มันเป็นนัดที่สูสีมาก แต่ว่ามีคนดูเยอะมากๆ และอากาศก็ร้อน และชั้นว่า)

A: Shut up and keep talking!

(หยุดพล่ามแล้วเข้าเรื่องซักที!)

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

 

 

Out of your element

= อึดอัด / ไม่สบายใจ / ไม่สะดวก

= ไม่ถนัดถนี่ / เก้ๆกังๆ

 

ความหมาย:

-          ความรู้สึกไม่สบายใจกับสถานการณ์

-          การไม่ชินกับสิ่งแวดล้อม

-          ความเก้ๆกังๆ เมื่อทำอะไรที่ตัวเองไม่ถนัด

 

ตัวอย่าง:

-          He feels out of his element at that hi-class party.

(เค้ารู้สึกฝืนๆเมื่ออยู่ที่งานปาร์ตี้ไฮโซนั่น)

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

 

สงวนลิขสิทธิ์
 
- ยินดีสำหรับการใช้เพื่อการศึกษาค้นคว้า เพิ่มเติมความรู้
- ยินดีถ้าท่านจะ save เก็บไว้อ่านเองที่บ้าน
 
แต่ไม่ยินดี สำหรับการคัดลอก, ดัดแปลง, ทำซ้ำ
หรือนำไปจัดจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต


สำนวนอังกฤษ104


สำนวนอังกฤษ 104  ดาวดาวดาว

(idioms & slangs 104)

 

 

เจ้าของบล็อกขอฝากเพจ IDIOM & SLANG ใน Facebook ด้วยครับ ^ ^

อย่าลืมกด like เป็นสมาชิกด้วยเน้อ~

 
;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->
 

A golden key can open any door

= เงินง้างได้ทุกอย่าง

 

ความหมาย:

                การมีเงินมากพอสามารถเป็นใบเบิกทางไปสู่สิ่งต่างๆ / มีเงินแล้วจะทำอะไรก็ได้

 

ตัวอย่าง:

-          ‘Unbelievable! How could they win this case? A golden key can open any door.

(เหลือเชื่อ! พวกเค้าชนะคดีนี้ได้ไงเนี่ย? เงินง้างได้หมด)

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

 

Microwave minute

= พักใหญ่ / สักพัก

 

ความหมายและที่มา:

                สแลงขี้เล่นคำนี้เล่นกับความรู้สึกของคนตอนรออาหารที่อุ่นอยู่ในเตาไมโครเวฟ สำหรับคนหิวแค่นาทีหนึ่งๆก็รู้สึกเหมือนยาวนาน (อารมณ์คล้ายๆตอนที่คุณผู้อ่านต้องรอให้มาม่าเดือดใน 3 นาที J)

 

ตัวอย่าง:

-          The traffic is really bad, dude. I will get there in a microwave minute.

(รถติดจริงๆเกลอเอ๋ย ชั้นจะไปถึงที่นั่นในอีกพักใหญ่)

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

 

Get over it

= ลืมซะเถอะ / ลืมไปซะ / ลืมๆมันไป

= ปล่อยวาง

= ข้ามผ่าน / ผ่านพ้น / พิชิต

= ฟื้น / หาย

 

ตัวอย่าง:

EX1:     I know how much you love him, but he doesn’t love anymore. You need to get over it!

                (ชั้นรู้ว่าเธอรักเค้ามากแค่ไหน แต่เค้าไม่รักเธออีกแล้ว เธอต้องตัดใจลืมซะ!)

 

EX2:     Just have medicine and go to bed. And you’ll get over it.

            (กินยาแล้วก็ไปนอนซะ แล้วเธอก็จะฟื้นไข้)

 

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->
 
 

สงวนลิขสิทธิ์
 
- ยินดีสำหรับการใช้เพื่อการศึกษาค้นคว้า เพิ่มเติมความรู้
- ยินดีถ้าท่านจะ save เก็บไว้อ่านเองที่บ้าน
 
แต่ไม่ยินดี สำหรับการคัดลอก, ดัดแปลง, ทำซ้ำ
หรือนำไปจัดจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต


‘Less is More’ น้อยแต่มาก!


 

เจ้าของบล็อกขอฝากเพจ IDIOM & SLANG ใน Facebook ด้วยครับ ^ ^

อย่าลืมกด like เป็นสมาชิกด้วยเน้อ~

 
 
;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->
 
 

Less is more

= น้อยแต่มาก / ทำน้อยแต่ได้มาก / ง่ายแต่งาม

 

 

 

ความหมายและที่มา:

-          บางครั้งการทำอะไรแบบ น้อยแต่เน้นๆ จะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า

-          หรือบางครั้งการทำอะไรที่มากไปเยอะไปก็ไม่ดี

-          ในงานศิลปะหรือการออกแบบ ความเรียบง่ายและชัดเจนทำให้ผลงานออกมาโดดเด่นดูดี

 

สำนวน less is more นั้นปรากฏครั้งแรกในศตวรรษที่19 ในบทกวีของกวีเอกชาวอังกฤษ โรเบิร์ต บราวนิ่ง นอกจากนี้ในวงการออกแบบก็มี ลุดวิก มีส แวน เดอร์โรห์ สถาปนิกชาวเยอรมันที่เป็นผู้บุกเบิกนำปรัชญาดังกล่าวมาประยุกต์ใช้กับการออกแบบอาคาร โดยงานของเค้าส่วนใหญ่เรียบง่ายแต่พิถีพิถัน การใช้แผ่นกระจกแทนผนังปูนทำให้ภายในตัวอาคารดูโปร่งโล่งสบายตา

 

 

ลุดวิก มีส แวน เดอร์โรห์ (1886-1969)    

 

                ศิลปะแบบ less is more หรือสำนัก Minimalism นี้มีหลักคิดคือ การใช้ส่วนประกอบที่น้อยแต่ได้ผลมาก ตัดทอนสิ่งไม่จำเป็นออกไป  ซึ่งศิลปะญี่ปุ่นถือเป็นอีกหนึ่งในแม่แบบของแนวคิดนี้ ตรงที่เน้นความเรียบง่าย แสดงสัจจะของธรรมชาติอย่างตรงไปตรงมา

                แม้แต่ในวงการเพลง ศิลปินหลายคนก็ให้ความสำคัญกับแนวคิด less is more อย่างเช่น ฟลี มือเบสพระกาฬของวงร็อค Red Hot Chili Peppers เคยเผยว่าในชุด Blood Sugar Sex Magik ที่ทำให้พวกเค้าดังถล่มทลายขึ้นมานั้น พวกเค้าได้ปรับแนวทางการเล่นจากเดิมที่ใส่ไม่ยั้ง(ฟังแล้วรก) ก็เพลาลง หันมาเล่นให้มันง่ายขึ้นและน้อยลง(น้อยแต่เน้นๆ) หรือแม้แต่ศิลปินป็อบอย่างแม่สาวแสบ บริทนีย์ สเปียร์ เองก็เคยออกมายอมรับทีหลังว่าในอัลบั้มที่สี่ In The Zone นั้นมันเยอะไป ถ้าย้อนกลับไปได้เธอจะทำให้มันน้อยๆลงหน่อย

 

ตัวอย่าง:

-          Nowadays most successful horror films rely on psychology to scare audiences, rather than gore. That way Less is more.

(เดี๋ยวนี้หนังสยองขวัญที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่จะใช้จิตวิทยาทำให้คนดูกลัวมากกว่าจะใช้เลือด มันเป็นการทำน้อยแต่ได้มาก) 

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->


สำนวนอังกฤษ103


สำนวนอังกฤษ 103  ดาวดาวดาว

(idioms & slangs 103)

 

 

เจ้าของบล็อกขอฝากเพจ "IDIOM&SLANG" ใน facebook ไว้ด้วยนะครับ

http://www.facebook.com/pages/IDIOM-SLANG-chahaela-sanwn-xangkvs/120614324648986?v=wall

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

 

Practice what you preach

= เริ่มที่ตัวเองก่อน / ทำเองให้ได้เสียก่อนที่จะไปสอนใคร

= อย่าดีแต่พูด / ทำให้ได้อย่างที่พูด

 

ความหมาย:

                การทำได้อย่างที่ตนบอกให้คนอื่นทำ ก่อนที่เราจะไปสั่งสอนใครเราควรย้อนดูตัวเองเสียก่อนว่าเราประพฤติได้อย่างนั้นไหม?

สำนวนนี้ไปปรากฏอยู่ในท่อนฮุคของเพลงดัง ‘Where Is The Love?’ โดยวง Black Eyed Peas “ผู้คนฆ่าแกง พี่น้องล้มตาย   เด็กๆเจ็บปวด ร้องห่มร่ำไห้

 เธอทำอย่างที่พร่ำสอนได้เปล่า   เธอจะปล่อยวางบ้างได้ไหม…"

 

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

 

You have to take the good with the bad / Take the bad with the good

= ได้อย่างเสียอย่าง / ในดีมีเสีย ในเสียมีดี / มีดีย่อมมีเลว

= ชั่วเจ็ดที ดีเจ็ดหน

 

ความหมาย:

-          การยอมรับว่าทุกอย่างนั้นล้วนมีทั้งข้อดีและข้อเสียในตัวมันเอง ไม่มีอะไรที่ดีไปหมด

-          ชีวิตคนเราที่มีทั้งช่วงเวลาดีๆ และแย่ๆ คละเคล้ากันไป

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

 

Jazz it up / Jazz up

= เติมสีสัน / เพิ่มชีวิตชีวา / เพิ่มความเร้าใจ

 

ความหมายและที่มา:

การทำให้สิ่งนั้นๆ มีเสน่ห์มีชีวิตชีวาขึ้น หรือปรับแต่งสิ่งหนึ่งให้มีความร่วมสมัยยิ่งขึ้น ที่มาของมันมาจากวงการดนตรีที่นักประพันธ์เพลงคลาสสิกสมัยก่อนจะนำเพลงโอเปร่าดังๆมาแปรแนวบรรเลง(variation) และในปัจจุบันเมื่อนักดนตรีแจ๊ซนำเพลงดังๆมาเล่นคัฟเวอร์ พวกเค้าก็จะอิมโพรไวซ์ ดัดแปลงให้เข้ากับสไตล์ของตัวเองและแต่งเติมสีสันเข้าไปในท่วงทำนอง

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->
 
 

สงวนลิขสิทธิ์
 
- ยินดีสำหรับการใช้เพื่อการศึกษาค้นคว้า เพิ่มเติมความรู้
- ยินดีถ้าท่านจะ save เก็บไว้อ่านเองที่บ้าน
 
แต่ไม่ยินดี สำหรับการคัดลอก, ดัดแปลง, ทำซ้ำ
หรือนำไปจัดจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต


SLATER เมื่อ ‘สจ๊วต’ กลายมาเป็น ‘สแลง’!!


 

เจ้าของบล็อกขอฝากเพจ IDIOM & SLANG ใน Facebook ด้วยครับ ^ ^

อย่าลืมกด like เป็นสมาชิกด้วยเน้อ~

 
;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->
 

Slater / Pull a Slater

= ระบาย / วีน / เหวี่ยง / ปรี๊ดแตก

= เดือด / ระเบิดอารมณ์

= อย่างนี้ต้องลาออก / อั๊วขอเลิก!

 

 

เขานี่แหละ ‘สตีเว่น สเลเตอร์ฮีโร่พันธุ์ใหม่ ใครอย่าหือ!

 

 

ความหมาย:

                slater เป็นสแลงเกิดใหม่สดๆร้อนๆหมายถึง…

-          การระบายอารมณ์ที่เกิดจากความเครียดในการทำงานแบบแนวๆและโดยไม่ใช้กำลัง(คนโดนเอาคืนไม่เจ็บแต่จี๊ด)

-          การลาออกจากงานแบบกะทันหันและไม่แคร์สื่อ จนโลกต้องตะลึง

 

ที่มา:

                เรื่องมันมีอยู่ว่ากระทาชายนาย สตีเว่น สเลเตอร์สจ๊วตหนุ่มใหญ่ของสายการบินโลว์คอสต์ JetBlue ในสหรัฐดันไปมีเรื่องกับผู้โดยสารซะนี่! ระหว่างเครื่องร่อนลงจอดในไฟลท์สุดท้ายของเค้า สเลเตอร์เหลืออดกับผู้โดยสารหญิงรายหนึ่งที่พูดไม่รู้เรื่อง บอกว่ายังไม่ให้เอากระเป๋าลงหล่อนก็จะเอาลงให้ได้แถมไปทะเลาะกับผู้โดยสารคนอื่น เท่านั้นไม่พอหล่อนยังทำบานล็อคเกอร์ฟาดใส่หน้าเค้าแบบจังๆ พอเค้าบอกให้ขอโทษหล่อนก็ยังมีหน้ามาด่าพ่อล่อแม่ ณ บัดนั้นสเลเตอร์ปรอทแตกและทิ้งคติลูกค้าคือพระเจ้าลงไปซุกไว้ใต้พรม เค้าคว้าไมค์ขึ้นมาเฉ่งหล่อนผ่านอินเตอร์คอมด้วยวาจาผู้ดี เสร็จแล้วคว้าเบียร์มากระดก ก่อนจะไถลตัวลงมาทางประตูฉุกเฉิน แถมระหว่างเดินผ่านเทอร์มินัลยังมีคนเห็นเค้าถอดเน็กไทของบริษัทเขวี้ยงลงพื้นซะอีก!

                วีรกรรมการลาออกแบบแนวสุดขั้วของสจ๊วตผู้คร่ำหวอดในวงการกว่า 20 ปีครั้งนี้ได้เป็นที่กล่าวขาน สเลเตอร์กลายเป็นฮีโร่ขวัญใจแรงงานมะกัน เพียงไม่กี่วันแฟนๆในเฟซบุ๊คของเค้าก็เพิ่มขึ้นเป็นแสน! ภายหลังก่อเหตุสเลเตอร์ถูกจับกุมคุมขังแต่ได้ประกันตัว และมีแฟนๆจำนวนหนึ่งที่พร้อมจะระดมทุนเพื่อช่วยเหลือเค้าสำหรับการต่อสู้คดีในภายภาคหน้า!

                นอกจาก pull a Slater แล้ว… ก็มีวลี ‘hit the slide’ ตามมาติดๆ โดยมันหมายถึง การลาออกแบบแนวๆ เช่นกัน (hit the slide ในที่นี้มาจากการสไลด์ตัวลงทางลงฉุกเฉินของพ่อสเลเตอร์นั่นเอง)

 

ตัวอย่าง:

-          Don’t pull a Slater when out in public. You better take your business elsewhere or find someone else to handle the unreasonable customer.

(อย่าระเบิดอารมณ์เมื่ออยู่ต่อหน้าสาธารณะ คุณควรจะหลบฉากไปซะหรือหาคนอื่นมาช่วยจัดการกับลูกค้าที่ไม่มีเหตุผล)

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->


สำนวนอังกฤษ102 -> “เรื่องหมาๆ แมวๆ (5 / จบ)”


ณ คลองแครง สมรภูมิรบของหมาแมว

‘ทั่นแว้น’ นำทัพพรรคฮ่งๆวิ่งห้อไปบนพื้นปูนทางฝั่งซ้ายของคลอง

ขณะที่ ‘ทั่นแนว’ นำพลพรรคเหมียวๆวิ่งตะบึงไปบนพื้นซีเมนต์ฝั่งขวา

It’s dog eat dog!

มันเป็นการต่อสู้ที่ไม่มีใครยอมใคร!

ไม่เว้นแม้กระทั่งการใช้อาวุธชีวะเข้าห้ำหั่น…

 

“เอ้า พลแม่นธนูยิง!!”

ทั่นแนวสั่งลูกน้องระดมยิงธนูก้างปลาไปฝั่งตรงข้าม บางตัวโดนก้างตำร้องเป๋งๆ

ที่หนักกว่านั้น บางตัวโดนฟันปลางับ ครางอิ๋งๆ

 

“We’re the cat’s pyjamas!

(พวกเราสุดยอด!)

วันนี้พรรคฮ่งๆ จะกลายเป็นพรรคเอ๋งๆ!!”

ทั่นแนวกู่ก้องอย่างฮึกเหิม ตามด้วยเสียงตอบรับของลูกสมุนดังแม้วๆๆ กระหึ่ม

 

ฟากทั่นแว้น ก็ไม่ยอมน้อยหน้า หาหนทางโต้ตอบ

“หนอย มันจะมากไปแล้วนะเฟ้ย~ แบบนี้มันต้องเอาคืนทบต้นทบดอก…

เอ้า พวกเราส่งระเบิดเห็บไปกำนัลทางนั้นหน่อย!”

 

สิ้นเสียง… ระเบิดเห็บห่าใหญ่ถูกปาไปตกลงบนฝั่งแมว เห็บหมัดกระจุยกระจาย

ทำเอาพลพรรคแมวคันคะเยอจนเสียกระบวนทัพ

 

“ฮว่าๆๆ

We’re top dogs~

(พวกเราเป็นต่อ)

ทั่นแว้นโวกลับบ้างขณะที่ฝ่ายตนกำลังได้เปรียบ

 

= = = = = = = = = = =

ระหว่างที่ทั้งสองพรรคกำลังคุมเชิงกันอยู่นั้น…

เจ้าแมวจิ๋วแต่แจ๋ว ดาปั๊ม’ เหลือบไปเห็นกล่องปริศนาเข้า จึงตะโกนบอกพวก

“พวกเรา~ นั่นไงกล่องคาโมเอล! มันลอยอยู่นั่น!!”

 

ทุกสายตาหันเหไปอยู่ ณ จุดเดียว ทั้งพรรคหมาพรรคแมวต่างมุ่งหน้าไปยังจุดหมาย

ใครถึงก่อนมีสิทธิ์ก่อน…

 

และเป็นพรรคเหมียวๆที่ไวกว่า!

ทั่นแนวบัญชาให้ลูกพรรค 1 หมู่ต่อตัวเป็นสะพานแมวให้ตนเดินข้ามไป

ทั่นแว้นกลัวจะไม่ทันการณ์ จึงสั่งให้ลูกน้องกระโจนลงน้ำ ส่วนตัวเองวิ่งสุดแรงหมา

 

ขณะที่ทั่นแนวมาถึงกลางน้ำ และกำลังก้มลงจะหยิบกล่องคาโมเอล

ทั่นแว้นก็พุ่งกระโดดเข้าใส่จนทั่นแนวเซตกน้ำ

แรงกระแทกทำเอาสะพานแมวขาดผึง พลพรรคแมวแตกกระสานซ่านเซ็นไปตัวละทิศตัวละทาง

ตามมาด้วยศึกตะลุมบอนหมาแมวในคลอง

โดยมีทั่นแว้นกับทั่นแนวแย่งชิงกล่องคาโมเอลอยู่ตรงกลางน้ำ

ทั่นแว้นมือยาวกว่าจึงคว้าไว้ได้ก่อน ทั่นแนวยื้อแย่งเป็นพัลวัน

 

ทั่นแนว> “เอามานะ~ A dog in manger (ไอ้หมาหวงก้าง)

ทั่นแว้น> “มือใครยาวสาวได้สาวเอาสิเฟ้ย~”

ทั่นแนว> “หนอย… กี่ปีๆ แกนี่ก็ยังแสบไม่เปลี่ยน!”

ทั่นแว้น> “แกเองก็ไม่เบาเลยนี่ ข้าว่าแมวโฉดๆอย่างแกน่าจะซี้ม่องเซ็กไปได้ตั้งนานแล้ว!”

ทั่นแนว> “A cat has nine lives. (แมวน่ะมี 9 ชีวิต)”

ทั่นแว้น> “ถ้าพวกเรายังได้อยู่ในบ้านนั้น ก็คงไม่ต้องออกมาระหกระเหินกันแบบนี้…”

ทั่นแนว> “Lie down with dog, get up with fleas! (คบคนพาลพาลพาไปหาผิดแท้ๆเชียว!)”

 

คู่รักคู่แค้นอย่างทั่น ‘แว้น’ และทั่น ‘แนว’ เคยอยู่ร่วมชายคาเดียวกันมาก่อน…

ทั้งสองเคยเป็นมิตรที่ดีต่อกัน

แต่แล้ววันหนึ่งทั่นแนวก็ต้องถูกเจ้าของตะเพิดออกจากบ้าน เพราะดันไปทำจานลายครามแพงแสนแพงแตกยกชุด

ทั่นแนวรู้สึกเจ็บแค้นมากๆ!… เพราะที่จริงแล้วทั่นแว้นเป็นตัวชวน แถมยังโบ้ยให้มันซวยอยู่ฝ่ายเดียว

ถึงแม้ว่าต่อมาทั่นแว้นจะถูกไล่ออกจากบ้านเช่นกันเพราะก่อวีรกรรมไว้เยอะ แต่นั่นก็มิอาจจะชดเชยความเจ็บช้ำน้ำใจของทั่นแนวได้เลย

 

= = = = = = = = = = =

 

“นี่ไม่ใช่เวลามารำลึกความหลัง เรื่องระหว่างเรามันต้องจบลงตรงนี้!

ทั่นแนวขู่อาฆาตฟ่อๆๆ ยื้อยุดฉุดกระชากกล่องคาโมเอลกับทั่นแว้น พลางข่วนโจมตีเป็นระวิง

 

ระหว่างที่ทั้งคู่กำลังพัลวันพัลเกอยู่นั้น จู่ๆน้ำในคลองก็ไหลแรงซู่ เนื่องจากมีคนเปิดประตูระบายน้ำที่ต้นน้ำ

กระแสน้ำพัดพาเอาลูกสมุนหมาแมว สองหัวโจก และกล่องคาโมเอลลอยไป หมาละทิศแมวละทาง

จนมาถึงใกล้ๆทางสองแยก

 

แมวอ้วนอย่างทั่นแนวเริ่มจะอ่อนล้า มันพยายามว่ายทวนกระแสน้ำเอาชีวิตรอด

ขณะที่ทั่นแว้นสบายมากตามประสาหมาที่เก่งเรื่องว่ายน้ำอยู่แล้วแถมมีดีกรีเป็นถึงอดีตแชมป์เก่า

 

‘ทั่นแว้น’ว่ายตะกุยอยู่ตรงกลาง…

‘กล่องคาโมเอล’ลอยละลิ่วไปทางขวา…

ส่วน’ทั่นแนว’ ที่กำลังยืมใช้ท่าลูกหมาตกน้ำ ลอยไปทางซ้ายแบบผลุบๆโผล่ๆ…

ทั่นแนวต้องตัดสินใจเลือก! ระหว่างกล่องปริศนา กับชีวิตของอดีตเพื่อนคู่หู!!!

 

“ครั้งนี้ข้าขอไถ่โทษให้แกแล้วกัน!”

ทั่นแว้นเอ่ยวาจา สายตาแน่วแน่ ก่อนจะกระโดนไปงับคอทั่นแนวที่กำลังลอยเท้งเต้ง

มันช่วยชีวิตเกลอเก่าไว้ได้อย่างหวุดหวิด!

ขณะที่หมาแมวตัวอื่นๆ ก็ทยอยกันช่วยพรรคพวกและศัตรูขึ้นฝั่ง

 

= = = = = = = = = = =

 

“แค่กๆๆ เจ้าแว้น แกกำลังจะได้กล่องนั่นอยู่แล้วเชียว ทำไมกัน?”

ทั่นแนวถามขณะที่กำลังนอนแอ้งแม้งผึ่งตัวอยู่บนบก

 

“ชีวิตสำคัญ เพื่อนก็สำคัญ อีกอย่างถ้าเสียแกไปสักตัว ข้าก็ไม่มีคู่กัดน่ะสิ จริงแมะ?”

ทั่นแว้นที่เปียกมลอกมะแลกตอบอย่างอารมณ์ดี พร้อมขยิบตา

 

ทั่นแนว> “Your bark is worse than your bite! (ที่จริงแกก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด!)”

ทั่นแว้น> “แกก็เหมือนกัน~ ชั้นเองก็ต้องขอโทษด้วยกับเรื่องเมื่อก่อน…”

ทั่นแนว> “เอาเหอะ~ Let sleeping dogs lie. (อย่าไปรื้อฟื้นมันเลย)

ทั่นแว้น> “งั้นเรามาฉลองกันดีกว่า~ เอ้า มิวสิค!!!”

 

Cat and Dog

Friend and Foe

We fight, We fight

We fight like Cat and Dog!…

“บรู๊ววว…..!!! ม๊าววว…..!!!”

 

= = = = = = = = = = =

 

ขณะที่หมาแมวกำลังเริงร่ากับการฉลองปรองดองอยู่นั้น…

กล่องปริศนาก็ลอยละล่องมาจนถึงสุดปลายคลองซึ่งเป็นที่รกร้าง

เจ้า ‘ต๊อตตี้’ ตูบน้อยลูกเสี้ยวชเนาเซอร์เห็นเข้าจึงคาบมาด้วยความตื่นเต้น

“ฮ่ง ฮ่ง ปู่ซัดดำดูสิครับ นี่กล่องอะไร?”

 

“หา~ นี่มันกล่องคาโมเอลของข้านี่นา! หงิงๆๆ”

ปู่ซัดดำหมาลูกเสี้ยวสปิทซ์ผู้มีแต้มดำที่ตาข้างขวา ยิ้มร่าดีอกดีใจ

ใครเลยจะรู้ว่าอดีตหัวหน้าพรรคฮ่งๆจะมาหลบซ่อนตัวอยู่อย่างสันโดษในที่เช่นนี้?!?

 

“ข้างในมีอะไรเหรอครับท่านปู่?”

ต๊อตตี้น้อยถามด้วยความฉงนสนเท่

 

แล้วคุณผู้อ่านล่ะ… อยากรู้มั้ยว่ากล่องปริศนาใบนี้ที่หมาแมวยื้อแย่งกันแทบตาย

ข้างในมีอะไร???

 

ทั่นปู่ซัดดำเอาอุ้งมือประทับลงบนกล่อง แล้วฝากล่องก็เปิดเด้งออกมาทันที

ข้างในมีกระดูกเทียม ลูกบอล และจุกนม ที่เจ้าของเก่าเคยให้ปู่ซัดดำเอาไว้ตั้งแต่ยังเล็ก

ปู่ซัดดำงับกระดูกมาคาบอย่างสดชื่น มือซ้ายเขี่ยลูกบอลเล่นไปด้วย เหมือนกลับไปเป็นหมาเด็กอีกครั้ง

 

แล้วเรื่องหมาๆแมวๆ ของเราก็จบลงแบบดื้อๆ และข้างๆคูๆ แต่เพียงเท่านี้ ;-P

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

è  THE END (จบแล้วจ้าจ๋าจ๊ะ ^ ^)

 

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

 

 

เกร็ดความรู้ท้ายตอน

è  “แมวว่ายน้ำได้?!?” เพื่อนๆรู้หรือไม่ว่าที่จริงแล้วตามธรรมชาติ “แมวว่ายน้ำได้นะ และว่ายเก่งเสียด้วย!” โดยเฉพาะพวกแมวป่าที่จะว่ายข้ามลำธารหรือทะเลสาบ และแมวเอเชียบางจำพวกจะโปรดปรานการจับปลาสดๆจากน้ำเป็นอย่างมาก

แต่แมวบ้านนั้นถูกพวกเรามนุษย์นำมาเลี้ยงเสียจนเคยตัว มันไม่จำเป็นต้องว่ายน้ำไปหาปลาเอง

และไม่ต้องเจอกับอากาศร้อนจัดๆเหมือนในแอฟริกา ด้วยเหตุฉะนี้มันจึงไม่ค่อยถูกกับน้ำ มันจะเหวี่ยงถ้าเราสาดน้ำใส่หรือฝืนจับมันอาบน้ำ (แต่แมวเลี้ยงบางตัว ถ้าฝึกดีๆ จับมันมาอาบน้ำตั้งแต่เล็กๆ มันก็จะไม่กลัวน้ำนะจะบอกให้ ^ ^)

 

è  สำนวน ‘one’s bark is worse than one’s bite’ (เห่าดุแต่กัดไม่เจ็บ) พอจะเทียบเคียงกับสำนวนไทยอย่าง “ปากร้ายใจดี” หมายถึงคนที่ภายนอกดูแย่หรือน่ากลัวแต่ที่จริงแล้วไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น

 

è  สำนวน ‘let sleeping dogs lie’ (อย่าไปปลุกหมาหลับ) หมายถึง การไม่ยุยงปลุกปั่น ไม่รื้อฟื้นเรื่องเก่าๆ ที่จะทำให้เกิดปัญหาตามมา โดยสำนวนไทยที่ใกล้เคียงได้แก่ “อย่าพื้นฝอยหาตะเข็บ”


สำนวนอังกฤษ101 -> “เรื่องหมาๆ แมวๆ (4)”


 

 

>—<

 

ณ ป่าหมาหอน… ทุ่งร้างในท้ายหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ใกล้ๆนิคมสุนัข

ระหว่างที่ โจรูโน่หมาขนทองลูกเสี้ยวโกลเด้นรีทรีฟเวอร์ กำลังเดินลาดตระเวนอยู่

เค้าพบกับหมาสีดำร่างเล็กนอนสลบไสล

 

ห๊ะ นั่นมันเจ้า นินจานี่!

You look like something the cat dragged in.

(มอมแมมไปหมดเลย)

แถมสะบักสะบอม…

 

= = = = = = = = = = =

 

โจรูโน่พาเจ้านินจากลับไปพบทั่นแว้น

พอมันฟื้นคืนสติ ทั่นแว้นก็ซักถามทันที

เจ้านินจา ภารกิจเป็นไงบ้าง? แล้วทำไมถึงได้กลับมาตัวเดียว?? หา

 

นินจาได้แต่ก้มหน้าเงียบงุดๆ จนทั่นแว้นทนไม่ไหว

“Has the cat got your tongue?

(เป็นใบ้หรือไง?)

มีอะไรก็ว่ามา!”

 

เอ่อ.. คือเรื่องมันมีอยู่ว่า…

พวกเราด็อกอาร์มี่ทั้งห้า พอไปถึงหน้านิคมแมว ลุงโก๊ะก็หลงทางหายไปก่อนเป็นตัวแรก

จากนั้นเมื่อถึงด่าน 18 เหมียวอรหันต์ พวกเราโดนแมวหมู่เล่นงานจากที่สูง พี่น้องเราค่อยๆเสร็จไปทีละตัวสองตัว

จนเหลือแต่กระผมกับเจ้าเพี้ยงที่หลุดรอดไปจนถึงห้องนิรภัย

เจ้าเพี้ยงฉกเอากล่องปริศนาคาโมเอลมาได้

แต่มีพวกการ์ดแมวเข้ามาพอดี หมอนั่นเลยเขวี้ยงกล่องมาให้ผม แล้วยอมโดนจับเป็นตัวประกัน

แล้วผมก็วิ่งมาสุดแรงหมาเกิด จนมาถึงเขตพรรคฮ่งๆ ขอรับทั่น

 

แล้วไหนล่ะกล่อง?!?

ทั่นแว้นถามอย่างร้อนรน

 

เอ่อ… คือว่าคือ มันหล่นหายไปกลางทางครับทั่น

นินจาพูดพลางหันไปมองถุงคาดเอวที่มีรูรั่ว

 

ทั่นแว้น> ปัดโธ่ เจ้าง่าวเอ๊ย! แล้วมันไปหล่นหายที่ไหนรู้มั้ยเนี่ย?

นินจา> ไม่ทราบครับทั่น อาจจะตกลงคลองไปก็ได้

 

เจ้าหมาพวกนี้นี่ไม่ได้ดั่งใจเล้ย เลี้ยงเสียเพ็ดดิกรี เฮ้อ~”

ทั่นแว้นหัวเสียบ่นกระปอดกระแปด

 

= = = = = = = = = = =

 

>-|-|->

 

จากวิกฮ่งๆ เราโยกย้ายมาที่วิกเหมียวๆ กันบ้าง…

 

“Let the cat out of the bag!

(คายความลับออกมาซะ!)

ทั่นแนวขู่กรรโชกหมาตัวประกันอย่างเจ้าเพี้ยงกับลุงคิวแบร์ที่โดนขึงพืดไว้อยู่

แต่พวกมันก็ไม่มีทีท่าว่าจะยอมปริปาก

 

ไม่ยอมพูดใช่มั้ย? งั้นเจ้า โลโก้กับโกโร่จัดการ!”

จบคำสั่ง เหมียวคู่แฝดก็จัดการข่วนพุงหมาทั้งสองอย่างมันมือ เหมือนกับตอนข่วนโซฟาเสียงดังแคว่กๆๆๆๆ

 

โอ๊ย… เจี๊ยก… เอ๋ง… กั๊กๆๆ

สองหมาทั้งเจ็บทั้งจั๊กจี้ แสบๆคันๆ

 

ทั่นแนว> เอ้า ทีนี้จะยอมปริปากได้หรือยัง? ว่าไอ้เจ้าของกล่องนั่นมันเป็นใคร??

คิวแบร์> ไม่มีทางเฟ้ย~ ฝันไปเถอะ!”

ทั่นแนว> ดื้อนักใช่มั้ย! งั้นแมวทหาร เอาไอ้พวกนี้ไปส่งตัวให้ ดอกเตอร์เค-แอ็ททีซิ เอามันไปตอนซะ!!!”

เพี้ยง> เอ๋ง ไม่นะ!!!!”

 

 ฝากไว้ก่อนเถอะ

Every dog has its day!

(ทีใครทีมัน!)

ลุงคิวแบร์โวยวายขณะที่ถูกคุมตัวไปทำหมันพร้อมๆกับเจ้าเพี้ยง

ทั้งสองดิ้นพล่านขัดขืนสุดฤทธิ์ ขณะที่ดอกเตอร์เค-แอ็ทเจ้าของยิ้มสยอง ถือมีดผ่าตัดแหลมเฟี้ยว ประกายมีดสะท้อนกับประกายตาแวววับ พร้อมกับหัวเราะหึๆด้วยความชอบใจ

 

เอ๋งงงง!!!!!”

 

(-; **[คำเตือน] การทำหมันสุนัขควรได้รับการดูแลจากสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด ;-)

 

= = = = = = = = = = =

 

>-|-|->

 

อะพิโธ่ อะพิถัง ไอ้เจ้าพวกนี้มันไม่ได้เรื่องเลย~

ไอ้เจ้าจี๋เทาส์จะให้ไปล้วงความลับ ก็ดั๊นไปหน้าหม้อจนโดนซิว

ส่วนไอ้พวกแมวเมิวที่นี่ก็ปล่อยให้ไอ้เจ้าหมาดำปืนนั่นฉกเอากล่องคาโมเอลไปได้

We’re going to the dogs!!

(บรรลัยหมดแล้ว!!)

 

ขณะที่ทั่นแนวกำลังคลุ้มคลั่งอยู่นั้น เสธ.ส้มก็เข้ามาในห้องด้วยท่าทางกระตือรือร้น

ทั่นครับ ข่าวด่วน มีรายงานว่ากล่องคาโมเอลตกคลองแครงไปขอรับ!”

 

ม้าวว~ ถ้างั้นพวกเราต้องรีบไปฉกเอามันมาก่อนไอ้พวกหมาบ้านั่นให้จงได้!!!”

ทั่นแนวปิดบท

 

บัดนี้ ทุกสายตา ทุกอุ้งตีน หางทุกหาง ต่างมุ่งหน้าไปที่คลองแครง!!

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

è  To be continued!!!

 

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

 

เกร็ดความรู้ท้ายตอน

è  go to the dogs’  หมายถึง เสื่อมถอย, ซบเซา, ตกต่ำ, วิบัติ, อับจน   สำนวนนี้เก่าแก่มากโดยมีที่มาจากพระคัมภีร์ไบเบิล(อพยพ 22:31) สำนวนนี้สื่อถึงความต้อยต่ำโดยเปรียบเทียบกับเศษอาหารหรือของเหลือที่คนโยนให้สุนัข

ตัวอย่าง: The music industry has gone to the dogs, this mainly caused by Internet Piracy. (อุตสาหกรรมดนตรีซบเซาตกต่ำ สาเหตุหลักๆมาจากการละเมิดลิขสิทธิ์ทางอินเตอร์เน็ต)

 

è  ‘let the cat out of the bag’ แปลว่า เผลอหลุดปาก เป็นการบอกความลับโดยไม่ได้ตั้งใจ


สำนวนอังกฤษ100 -> “เรื่องหมาๆแมวๆ (3)”


 

>-|-|->

 

ณ ห้องบัญชาการพรรคเหมียวๆ…

ระหว่างรอท่าด๊อกอาร์มี่ที่กำลังคืบหน้าเข้ามา

หัวหน้าพรรค ทั่นแนวถกแผนการกับกุนซือไปพลาง จับแมลงวันไปพลาง

ฮึบ เสร็จข้าล่ะ!

7, 8, 9… เย่ข้าจับได้ 10 ตัวแล้ว!

เอ้อ~ เสธ.ส้ม มีรายงานใหม่มั่งมั้ย?

 

เสธ.ส้มตอบ

ครับทั่น ตอนนี้พวกด๊อกอาร์มี่ใกล้จะถึงปากทางนิคมเหมียวๆๆหง่าวแล้ว

 

เจ้าพวกนี้มันไม่เจียมกะลาหัว

They’re putting on the dog.

(พวกมันหลงตัวเอง)

อย่างนี้ต้องจัดหนัก!”

ทั่นแนวคุยข่มก่อนจะถามต่อ

เอ้อ~ แล้วได้ข่าวจากทางจี๋เทาส์มั่งมั้ย?

เสธ.ส้ม> ยังเลยครับทั่น

ทั่นแนว> แต่ข้าไม่ห่วงมันหรอก เจ้านั่นน่ะร้ายนัก ทั้งฉลาดเหมือนพิงค์แพนเธอร์ ปราดเปรียวเหมือนพุซอินบู๊ทส์ แสบเหมือนทอมแอนด์เจอรี่

เสธ.ส้ม> เจ้านี่เกือบจะperfect เว้นอยู่อย่างเดียว…

 

= = = = = = = = = = =

 

>—<

 

“Curiosity killed the cat.”

(จุ้นไม่เข้าเรื่องแท้ๆ)

นักรบนิรนามเอ่ยทักสองแมวเหมียวผู้บุกรุกที่หน้าปากประตูพรรคฮ่งๆ

มันคือ ไอ้เหลืองเจ้าของฉายาไร้พ่าย หมาสีเหลืองแก่ร่างบึกบึน น่าครั่นคร้าม

ใบหน้าดุๆของมันเต็มๆไปด้วยริ้วรอยแผลกรำศึก ทั้งบางไม่มีหมาตัวไหนกล้าแหยมมัน

 

ทั่นเทาส์ เอาไงดี? เราเจอของแข็งเข้าให้แล้ว ดาปั๊มพูดไปสั่นไป

เจ้านี่ไม่ได้แค่โหดอย่างเดียวหรอก.. จี๋เทาส์พูด

แล้วมันยังไงอีกเหรอทั่น? ดาปั๊มถาม

“He has a face like a bull dog chewing a wasp too.

(หมอนั่นยังหน้าเยินอีกด้วย)

จี๋เทาส์ตอบแบบยั่วโมโห ทำเอาไอ้เหลืองกัดฟันกรอดๆ

 

จี๋เทาส์และไอ้เหลืองประจันหน้ากันในห้องรับแขก

ทั้งสองตีวงคุมเชิง ประสานสายตาพยาบาท

ไอ้เหลืองขู่แฮ่ๆ จี๋เทาส์ขู่ฟ่อๆ รังสีอำมหิตแผ่ซ่าน

 

ไอ้เหลืองเปิดเกมรุก พุ่งกระโจนเข้าใส่ในท่าสแปลชกดตัวจี๋เทาส์อย่างแรง

จี๋เทาส์แก้เกมด้วยการพลิกตัวนอนหงายแล้วระดมถีบหน้าไอ้เหลืองเหมือนถีบจักรยาน

ทั้งสองผลัดกันรุกผลัดกันรับ สูสีคู่คี่

จี๋เทาส์แย็บซ้าย ไอ้เหลืองฮุคขวา

ข้าวของในห้องกระจุยกระจาย

 

ไอ้เหลืองได้เปรียบในแง่พละกำลัง ขณะที่จี๋เทาส์เหนือกว่าในเรื่องความปราดเปรียวคล่องตัว

และนั่นก็กลายเป็นกุญแจที่นำพาไปสู่ชัยชนะ!

 

= = = = = = = = = = =

  

>-|-|->

 

ขณะที่กำลังโรมรันพันตูอย่างดุเดือด จี๋เทาส์ได้วางแผนหลอกล่อไอ้เหลืองไปที่ซอกตู้หนังสือมุมห้อง

ไอ้เหลืองที่ตัวใหญ่มะลักกักอยู่แล้ว บวกกับแรงพุ่ง 100 แรงหมา อัดเข้าไปจังๆ 2-3 ที

สิ่งที่ตามมาก็คือตู้ทั้งสองพร้อมด้วยหนังสือหล่นโครมลงมาทับทั้งคู่

แต่จี๋เทาส์อาศัยวิทยายุทธตัวเบา โดดขึ้นหัวไอ้เหลือง แล้วดีดตัวฟ้าวหลุดขึ้นมาได้

 

โธ่เว้ย~

There’s not enough room to swing a cat.

(แคบเป็นบ้า)

ใครก็ได้ช่วยเอาชั้นออกไปที!!”

ไอ้เหลืองที่ติดแหงกบ่นโวยวายขอความช่วยเหลือ

 

= = = = = = = = = = =

 

>—<

 

ทั่นแว้นหงุดหงิดเมื่อรู้ข่าว แต่ก็ได้ตระเตรียมแผนรับมือล่วงหน้าเอาไว้แล้ว

 

กะแล้วเชียว ดีนะที่เรารู้จุดอ่อนของมัน ทั่นแว้นเอ่ยอย่างเยือกเย็น

มันแพ้การ เกาคางใช่มั่ยทั่น? แร็คคูนหมาสาวมีเครา สมาชิกพรรคฮ่งๆ ถาม

ไม่ใช่ จุดอ่อนของมันคือ ผู้หญิงต่างหากเล่า!” ทั่นแว้นตอบ

 

เอาล่ะ~ ส่งกองทัพนางแมวยั่วสวาทไปได้ จัดไป!!”

สิ้นเสียงคำสั่งทั่นแนว สาวๆแมวเหมียวสุดสวยเซ็กซี่ที่ได้รับการว่าจ้างมาเป็นพิเศษ ก็ตรงรี่เข้าไปหาพ่อยอดนักรบนักรักอย่างจี๋เทาส์

 

เจ้าจี๋เทาส์พอเห็นสาวๆเข้าก็เปลี่ยนโหมดไปเป็นแมวละแมว

มันเคลิบเคลิ้มจัด และพลางคิดว่าตัวเองเป็นเพลย์แค็ทซูเปอร์สตาร์

เอ้า สาวๆ ขอเสียงหน่อย!!!” จี๋เทาส์ซาวเสียง

กรี๊ส. . . กร๊าส. . . เมี๊ยว… ทั่นเทาส์~” สาวๆชาวแมวส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดถล่มทลาย

 

แบบนี้มันต้องจัดไปสักคอนเสิร์ต!

จากบทเพลงแมวเหมียวตัวนี้…

 

ฝุบ!”   ว้ายๆ   อุ๊บ!”

จี๋เทาส์พึ่งจะเริ่มขับขานไปได้ไม่ทันไร ก็โดนสององครักษ์หมาเหวี่ยงแหจับกุมตัวไว้ได้

ถึงจะพยายามดิ้นรนขัดขืน แต่ก็มิอาจหลุดรอดจากตาข่ายที่แข็งแรงแน่นหนานั้นได้

 

องครักษ์หมาทั้งสองลากตัวจี๋เทาส์ไปคุมขัง จี๋เทาส์ได้แต่โวยวาย

ปล่อยข้าไป!!

Don’t treat me like a dog!

(อย่าทำกับข้าเหมือนหมูเหมือนหมา!)

ถ้าข้าหลุดไปได้ล่ะก็ พวกแก ฮึ่ม!”

 

ดาปั๊มที่คอยสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ เห็นท่าไม่ดี จึงรีบเผ่นกลับไปฐานทัพแมว

ส่วนจี๋เทาส์ถูกจับเป็นตัวประกัน

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

 

è  To be continued!!!

 

 

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

 

เกร็ดความรู้ท้ายตอน

è  สำนวน put on the dog’  ในความหมายที่ใช้กันบ่อยๆแปลว่า แต่งตัวเนี้ยบ หรือ แต่งตัวโก้หรู(เวลาไปออกงาน)   นอกจากนี้ยังหมายถึง การทำตัวเว่อร์, อวดร่ำอวดรวย, โชว์พาว, หลงตัวเอง


สำนวนอังกฤษ99 -> “เรื่องหมาๆแมวๆ (2)”


 

>-|-|->

 

วะ ฮะ ฮ่า… นี่แหละโอกาสที่ข้ารอคอยมานาน พวกเราชาติแมวจะแซงหน้าชาติหมา!”

ทั่นแนวแมวยักษ์สีขาวขุ่นหัวหน้าพรรคเหมียวๆ หัวเราะร่วน

He looks like the cat that swallowed the canary.

(เค้าดูกระหยิ่มยิ้มย่อง)

พลางเอามืออวบๆ คลำกล่องปริศนาคาโมเอล หาทางเปิดมัน แต่เปิดเท่าไรก็เปิดไม่ออก…

 

ปัดโธ่ว้อย! งัดเท่าไรก็งัดไม่ออก แหม๋ว~ แหม๋ว~ แหม๋ว~”

ทั่นแนวร้องโวยด้วยความยัวะ พร้อมกับเอาเล็บแหลมข่วนกล่องดังแกรกๆ

ก่อนจะหันไปถามที่ปรึกษาคู่ใจ เสธ.ส้ม แมวลายเสือ

เท่าที่ดูแล้ว ข้าว่ามันน่าจะมีกลไกอะไรสักอย่าง   หรือไม่ก็… ต้องประทับด้วยรอยนิ้วมือของเจ้าของถึงจะเปิดกล่องนี้ได้

 

ดีล่ะ ถ้างั้นข้าจะต้องส่งสายสืบแมวไปล้วงความลับ ตัดหน้าไอ้เจ้าพวกด็อกอาร์มี่นั่นซะ!”

ทั่นแนวทิ้งท้าย…

 

= = = = = = = = = = =

 

สำหรับทั่นแนวแล้ว ไม่มีใครที่จะเหมาะกับภารกิจนี้ไปกว่า…

เมี้ยววว…!”

เสียงร้องหล่อๆ บาดใจนั้นดังออกมาจากเจ้าของเงามืดร่างสะโอดสะอง

สุดยอดวีรบุรุษแห่งอาณาจักรแมวนามว่า จี๋เทาส์

 

จี๋เทาส์รุดหน้าไปยังพรรคฮ่งๆอย่างรวดเร็ว โดยมี ดาปั๊ม แมวน้อยสีเปรอะเป็นผู้ติดสอยห้อยตาม

ทั้งสองซุ่มดูลาดเลาอยู่บนหลังคา

 

ได้กลิ่นแปลกๆมั่งมั้ย กระชาย? เจ้าจังโก้หมาหน้ายื่น หันไปถามเพื่อนยามด้วยกัน

 

นั่นใครน่ะ?

Don’t play cat and mouse with me!

(อย่ามาลับๆล่อๆกับชั้น!)

กระชายตะโกนทักผู้มาเยือนามวิกาล

 

ทะ-ด๊า หลบหน่อยพระเอกมา… ทั่นจี๋เทาส์มาแว้ว!”

ดาปั๊มพูดเปิดฉาก ขณะที่จี๋เทาส์นั่งเด่นเป็นสง่าอยู่หน้าพระจันทร์เต็มดวง

 

ฮ่งๆ ๆ ๆ   รนหาที่ตาย…

เดี๋ยวพวกแกจะไม่ได้กลับไปแบบเป็นๆแน่!”

หมายามนับ 10 ตัวเห่าข่ม สำทับด้วยคำขู่ของกระชาย

 

เฮ้อ ให้มันจริงเหอะ…

A barking dog never bites!”

(หมาเห่าไม่กัดหรอก!)

จี๋เทาส์ตอบกลับแบบยียวน

 

หนอยแน่ ปากดีนักนะแก แน่จริงลงมาซัดกันเลยสิว้อย!” จังโก้ท้าทาย

 

เฮ้อ…

You’re leading a dog’s life.

(พวกแกนี่ช่างน่าสังเวช)

เอ้า~ เอานี่ไปกินกันดีกว่า!”

จี๋เทาส์พูดพร้อมกับโปรยอาหารเม็ดของโปรดด๊อกๆลงไป

 

เฮ้ย นี่มันยี่ห้อ สุนัคก้านี่หว่า มีทั้งรสตับ เนื้อ หมู ไก่ ยะฮู้!” จังโก้ทำเสียงระรื่น

แถมยังมีรสชาเขียวกับกิมจิด้วยนะ ดีต่อสุขภาพ กระชายเสริม

 

พอพูดไม่ทันจบ จังโก้และกระชายก็กรูเข้าไปแย่งกันกินกร้วมๆกับหมายามนับสิบตัว โดยหารู้ไม่ว่าอาหารเม็ดพวกนั้นฉาบยาถ่ายอย่างแรงเอาไว้!

เหลือแต่ วาว่าหมาสีน้ำตาลอ่อนปากมอมตัวเดียวที่ยังครองสติไว้ได้ แต่ก็ไม่อาจครณามือยอดฝีมืออย่าง จี๋เทาส์ที่กระโจนลงมาอย่างเร็วปานสายฟ้าแลบพร้อมกับปล่อยท่าไม้ตาย

กรงเล็บพิฆาตปฐพีสะเทือน!!!”

เอ๋งๆ ๆ วาว่าส่งเสียงร้อง แล้วทรุดหมอบ

 

จี๋เทาส์วิ่งสับเท้าโดยมีดาปั๊มตายไปติดๆ จนมาถึงหน้าประตูพรรคฮ่งๆ

ดาปั๊มค่อยๆเปิดแง้มเข้าไป ฉับพลันก็ปรากฏเงาทะมึนของสุนัขร่างใหญ่ยืนจังก้าอยู่เบื้องหน้า

“We’re in the doghouse!

(พวกเรางานเข้าซะแล้ว!)

ดาปั๊มอุทานอย่างหวาดหวั่น…

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

 

-> To be continued!!!
 
 

สำนวนอังกฤษ98>> “เรื่องหมาๆ แมวๆ (1)”


 

 

>—<

ชะตากรรมของพวกเราอยู่ในนั้น เราจะต้องหาทางเอามันคืนกลับมาให้ได้!”

ทั่นแว้นหัวหน้าพรรคฮ่งๆ กล่าวกับสมาชิกหมาน้อยหมาใหญ่ด้วยน้ำเสียงจริงจัง หลังจากที่กล่องปริศนาคาโมเอลของปู่ทวดซัดดำ อดีตหัวหน้าพรรค หายไปอย่างลึกลับไร้ร่องรอยพร้อมกับตัวเจ้าของ

 

ขณะที่การประชุมเป็นไปอย่างตึงเครียด ทันใดนั้น สายข่าวฮ่งๆตัวสีขาวแต้มน้ำตาลร่างเล็กนาม โอมเพี้ยง ก็วิ่งหน้าตั้งหูตั้งเข้ามากลางวง

มีอะไรฮะ เจ้าเพี้ยง?

“You’re like a cat on hot bricks.”

(ลุกลี้ลุกลนมาเชียว)

ทั่นแว้นเอ่ยถาม…

 

ทั่นหัวหน้า แฮ่กๆ ข้าได้ข่าวมาว่าพรรคเหมียวๆ แฮ่กๆๆ แอบมาช่วงชิงเอากล่องปริศนาของเราไป แฮ่กๆๆๆ

เจ้าเพี้ยงตอบทั้งที่ยังเหนื่อยหอบ

 

หนอย ข้ากะแล้วเชียว ไอ้เจ้าแนวมันจะต้องเป็นคนบงการแน่ๆ!~”

ทั่นแว้นเอ่ยถึงคู่อริตลอดกาลอย่างทั่นแนว หัวหน้าพรรคเหมียวๆ

ขืนปล่อยเอาไว้แบบนี้แย่แน่…

“We will become underdog!

(เราจะตกเป็นเบี้ยล่าง!)

 

ทั่นแว้นหมาร่างกำยำสีน้ำตาลคาดดำ ผู้มีหัวโต๊โต ครุ่นคิด

หน้าตาที่ดูเครียดได้อีกอยู่แล้ว ยิ่งดูซีเรียสเข้าไปใหญ่

พวกเราจะต้องหาทางเอากล่องใบนั้นคืนมาให้ได้   ไหนใครมีไอเดียอะไรจะนำเสนอบ้าง?

 

พลพรรคหมาถกเถียงกันเสียงดังอึงมี่ ก่อนจะมีเสียงหนึ่งจากเจ้าของไอเดียตัวแรกแทรกขึ้นมา

ข้าว่าเราจัดแข่งกีฬาสีหมา-แมวชิงกล่องกันเลยดีมั้ยทั่น? ใครชนะก็ได้กล่องไป

บรูบรู้หมาตัวเมียสีดำ คิ้วน้ำตาล อ้วนฉุเสนอ

 

อื้อ ก็ดีนะ สั่งตัดเสื้อแข่งสีเหลืองสีแดงไปเลยดีมั้ยทั่น?

เจ้า บราบร้าฝาแฝด ขานรับเป็นลูกคู่

 

“There’s more than one way to skin a cat.”

(มันยังมีอีกหลายวิธี)

จังโก้ เจ้าหมา 3 สีที่ปากยื่นเหมือนซูเนโอะ จอมเสร่อ เอากับเค้ามั่ง

 

อย่างแรก ข้าว่าเราจัดประกวดแบบ เดอะชบาหรือ เอเอ๊ะดีกว่ามั้ยทั่น?

แล้วให้คนทางบ้านโหวตเข้ามาว่าใครจะได้กล่องไป?

ไอเดียบรรเจิดของมันทำเอาสมาชิกหมาเกรียวกราวฮือฮา

อะฮ้า นอกจากนี้ยังมี…

 

โอ๊ย พอได้แล้ว ข้าล่ะปวดฮั้วปวดหัว

พวกเจ้านี้ยุ่งวุ่นวายจริง อะไรจริง

“It’s like herding cats!”

(เหมือนจับปูใส่กระด้ง!)

 

ทั่นแว้นเอามือกุมขมับ ก่อนจะหันไปปรึกษากับเสธ.หมีบอยพักหนึ่งจึงเอ่ย

เอางี้ ข้าจะส่งหน่วยกล้าตายออกไปทวงคืนกล่องปริศนา

เราต้องการผู้กล้า ไหนใครจะอาสา?

 

เงียบกริบ . . .

ไม่มีหมาสักกะตัวปริปาก ไม่เหมือนกับตอนเสนอไอเดียกีฬาสีและเอเอ๊ะ

แต่ละตัวมองหน้ากันเลิ่กลั่ก

บ้างโพล่งออกมาเบาๆ

“Who will bell the cat?”

(ใครจะไปกล้า?)

 

เมื่อไม่มีหมาหน้าไหนกล้า ทั่นแว่นจึงต้องเผด็จการ

ในเมื่อไม่มีใครอาสา งั้นข้าจะเป็นคนเลือกเอง

ทั่นแว้นเอ่ยวาจาพร้อมกับชี้นิ้ว

เจ้า,  เจ้า,  เจ้า,  เจ้า,  เจ้า

นินจา,  มะตูม,  โก๊ะ,  โอมเพี้ยง,  และคิวแบร์

พวกเจ้าจงออกไปปฏิบัติภารกิจแทนพวกเราในนาม Dog Army!”

 

= = = = = = = = = = =

 

>-|-|->

 

“Dog Army เรอะ?  เฮอะ เฮอะ

ทั่นแนวหัวหน้าพรรคเหมียวๆ แสดงท่าทีเย้ยหยันหลังทราบข่าวกรอง

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

è  To be continued!!!

 

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

 

 

เกร็ดความรู้ท้ายตอน

è  สำนวน ‘fight like cat and dog’ แปลว่า ทะเลาะกันอยู่เรื่อย (หรือแปลตรงตัวคือ ทะเลาะกันอย่างกับหมากับแมว) แต่ถ้าเป็น ‘raining cats and dogs’ มันหมายถึง ฝนตกหนัก หรือ ฝนตกห่าใหญ่

 

è  ‘like herding cats’ ถ้าแปลแบบตรงตัวก็คือ เหมือนฝูงแมว หมายถึง สิ่งที่ยุ่งยากจัดการลำบาก โดยเฉพาะในการรับมือกับคนกลุ่มใหญ่ที่มีความต้องการแตกต่าง คนนี้จะเอาอย่างนั้น คนนู้นจะเอาอย่างนี้ซึ่งสำนวนไทยที่มีความหมายใกล้เคียงที่สุดได้แก่ จับปูใส่กระด้ง นั่นเอง


IDIOM&SLANG fanpage


สำหรับแฟนๆ ผู้อ่านคอลัมน์ "สำนวนอังกฤษ"
ตอนนี้ผมพึ่งเปิด page ใน facebook นะครับ
ฝากไว้ด้วยจ้า (ใครมี FB อย่าลืม add ด้วยล่ะ ^ ^)
http://www.facebook.com/pages/IDIOM-SLANG-chahaela-sanwn-xangkvs/120614324648986?v=wall


สำนวนอังกฤษ / ENGLISH IDIOMS (80)


สำนวนอังกฤษ (80) ดาวดาว
Idioms / Phrases / Slangs 
<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:
Go ahead, make my day!
= เอาเลยซี่… / เอาเลย กำลังคันไม้คันมือ
= ว่ามาเลย ไม่ต้องเกรงใจ
Syn (คำเหมือน):
- Bring it on!
ความหมาย:
1) ใช้ในการข่มขวัญให้ฝ่ายตรงข้ามหงอกลัว เมื่อฝ่ายตรงข้ามตั้งใจจะทำร้าย ขัดขืน หรือมีเรื่องกับเรา แปลทำนองว่า “เอาเลยถ้าไม่กลัวเกรง เดี๋ยวพ่อจะเล่นให้หนำใจ!”
2) ใช้ในยามเตรียมพร้อมรับฟังข่าวร้าย “ว่ามาเลย, ชั้นเตรียมใจแล้ว!

 

go-ahead-make-my-day
ป๋า ‘Clint Eastwood’ ในหนัง “Sudden Impact”

 

ที่มา:
 วลีนี้ฮิตระเบิดหลังจากที่หนังฮอลลีวูดเรื่อง “Sudden Impact” ออกฉายในปี 1983   ในหนังมีฉากหนึ่งที่พระเอก คลินท์ อีสต์วูด ในบทสารวัตรมือปราบ “แฮร์รี่ คัลลาแฮน” เอาปืนจ่อหัวโจรที่จับบริกรสาวเป็นตัวประกัน พร้อมขู่สำทับว่า “Go ahead, make my day.”

 

 ในปี 1985 รัฐโคโลราโด้ได้หยิบยืมวลีนี้ไปใช้บัญญัติเป็นชื่อกฎหมาย “Make My Day Law” ซึ่งเป็นกฎหมายที่คุ้มครองเจ้าของเคหะสถาน จากการทำร้ายหรือฆ่าผู้บุกรุก เพื่อป้องกันตัวเอง

 

<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:
Joe six pack
= ผู้ชายเดินดิน / คนเดินถนน / นาย ก.
Syn (คำเหมือน):
- John Q. Public; Joe Shmoe; John Doe; J6P
ความหมาย:
“Joe sixpack” เป็นแสลงมะกันที่หมายถึง ผู้ชายธรรมดาทั่วๆไป โดยเฉพาะชนชั้นแรงงาน ไม่ได้สมาร์ทฉลาดหลักแหลม มีลักษณะนิสัยพื้นๆ เช่น กินแต่แม็คฯ, ชอบดื่มเบียร์, ดูเบสบอล, สนใจการเมืองในระดับกลางๆ, ฯลฯ ถ้าเทียบกับสำนวนไทยก็คงจะใกล้เคียงกับ “คนเดินดินกินข้าวแกง”
สำหรับคุณผู้หญิงเดินดิน มีสแลงที่คล้ายๆกัน ได้แก่ “Jane Q. Public” หรือ “Jane Roe” เป็นต้น
ตัวอย่าง:
- “Joe Sixpack dies of heart attack from eating too many Big Macs.”
(นาย ก. คนเดินดินเป็นโรคหัวใจตายเพราะกินมันแต่บิ๊กแม็ค)
<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:
Tag hag
= สาวกแบรนด์เนม / พวกบ้าแบรนด์เนม / สาวคลั่งแบรนด์เนม

 

paris_hilton_300x400
- ‘Paris Hilton’ ตัวแม่ Tag Hag
Syn (คำเหมือน):
- Label whore; Brand whore
ความหมาย:
สแลง “Tag hag” หมายถึง คนที่คลั่งไคล้หลงใหลในเสื้อผ้าเครื่องใช้แบรนด์เนม
“ถ้าไม่พะยี่ห้อ พราด้า, กุชชี่, วิตตอง, ฯลฯ อิชั้นไม่ใส่นะยะ!”
ตัวอย่าง:
- “Look at that girl, she’s wearing brand name from head to toe. – What a tag hag!”
(ดูแม่สาวคนนั้นสิ หล่อนใส่ของแบรนด์เนมตั้งแต่หัวจดเท้า – พวกคลั่งแบรนด์เนมชัดๆ!)
 
<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:

Desk rage
= ปรอทแตก / เครียดปรี๊ด / ถึงจุดเดือด / ระเบิดอารมณ์

 

ความหมาย:
สแลง “Desk rage” หมายถึง ระดับความตึงเครียดสูงสุดที่เกิดขึ้นในที่ทำงาน ซึ่งมักจะตามมาด้วยการแหกปากหวีดร้อง, ผรุสวาทด่าทอ, ทำร้ายร่างกายเพื่อนร่วมงาน หรือแม้กระทั่งพกเอาความเครียดกลับไประบายกับคนที่บ้าน

ตัวอย่าง:
- “Lots of stress, complaining and overworked. – That’s why our office often has desk rages.”
(มีแต่ความตึงเครียด, การตัดพ้อต่อว่า และการทำงานหักโหม – ออฟฟิศของเราถึงได้มีระเบิดลงกันบ่อยๆ)
<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:
Put lipstick on a pig
= เอาลิปสติกไปทาปากหมู
= กาไม่มีวันเป็นหงส์ได้
= คนขี้เหร่ แต่งยังไงก็ไม่สวย

Syn (คำเหมือน):
- “You can’t make a silk purse out of a sow’s ear.”
- “A hog in armor.”

ความหมาย:
“Put lipstick on a pig” คล้ายกับสำนวนไทยที่ว่า “กายังไงก็เป็นกา ไม่มีทางกลายเป็นหงส์”   เป็นการเปรียบเปรยถึงคน/สิ่งที่มีขีดจำกัดอยู่ในตัวเอง ต่อให้คุณพยายามปรุงแต่งสร้างภาพแค่ไหน คุณก็ไม่สามารถตบตาคนอื่นได้ อะไรที่ไม่ดีมันก็ไม่ดีอยู่วันยังค่ำนั้นแล

0_61_palin_sarah
‘นางซาราห์ เพลิน’ เหยื่อวาทะเชือดเฉือนของนายโอบาม่า

ที่มา:
สำนวนนี้ฮิตแพร่หลายในแวดวงการเมืองมะกัน โดยจากกรณีตัวอย่างล่าสุด (ราวเดือน ก.ย. 2008) ผู้ท้าชิงตำแหน่ง ปธน.สหรัฐ นาย บารัค โอบาม่า ได้กล่าวโจมตีคู่แข่ง นายแม็คเคน จากพรรครีพับลิกัน ว่า “การเปลี่ยนแปลงการเมืองของนายแม็คเคนที่ว่านั้นไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงจริงๆหรอก ก็เหมือนถ้าคุณเอาลิปสติกไปทาปากหมู, มันก็ยังเป็นหมูขี้เหร่อยู่วันยังค่ำ   หรือถ้าการเปลี่ยนแปลงของคุณคือการเอาปลาเก่าๆไปห่อกระดาษใหม่ล่ะก็ มันก็ไม่อาจดับกลิ่นเน่าเหม็นจากปัญหาที่หมักหมมมานาน 8 ปีได้อยู่ดี”

ทางทีมงานพรรคเดโมแครตนั้นกล่าวว่า นายโอบาม่าตั้งใจจะกล่าวโจมตีเฉพาะเรื่องการพยายามปรับภาพลักษณ์ใหม่ของนายแม็คเคน แต่ทางทีมงานพรรครีพับลิกันเชื่อว่า นายโอบาม่าตั้งใจที่จะแขวะไปถึงนางซาราห์ เพลิน คู่หูของนายแม็คเคน ซึ่งครั้งหนึ่งเธอเคยกล่าวไว้ว่า “ลิปสติคเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้คุณแม่นักสู้อย่างเธอแตกต่างจากสุนัขพิทบูล”

ขณะเดียวกัน ถ้าย้อนหลังกลับไปไม่นาน ในเดือน ต.ค. 2007 นายแม็คเคนเองก็เคยใช้วาทะ “หมูทาลิปสติก” นี้ กล่าวโจมตีนางฮิลลารี คลินตัน เพื่อนร่วมพรรคของนายโอบาม่ามาแล้วเช่นกัน

ว่ากันว่า “แอนน์ ริชาร์ด” เป็นนักการเมืองสหรัฐคนแรกๆที่ทำให้สำนวนนี้ดังกระหึ่ม อดีตผู้ว่าการหญิงแห่งรัฐเท็กซัสที่พลาดท่าให้แก่ “จอร์จ ดับเบิลยู บุช” ในปี 1994 ได้เคยกล่าวโจมตีการหาเสียงของบุชไว้ว่า “You can put lipstick on a hog and call it Monique, but it is still a pig.” (คุณทาลิปสติกให้หมูแล้วเรียกมันว่าโมนิคจ๊ะจ๋าได้ แต่มันก็ยังเป็นหมูอยู่ดี)

ต้นแบบของสำนวนนี้ต้องย้อนกลับไปถึงกลางศตวรรษที่ 16 ซึ่งปรากฏคำคม “A hog in armour is still but a hog.” (หมูในชุดเกราะ ดูยังไงก็ยังเป็นหมู) และในราวศตวรรษที่ 18 ก็มีสำนวน “You can’t make a silk purse out of a sow’s ear.” (คุณไม่อาจทำกระเป๋าผ้าไหมจากหูหมู)
<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:

<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:

สงวนลิขสิทธิ์
ยินดีสำหรับการใช้เพื่อการศึกษาค้นคว้า เพิ่มเติมความรู้
ยินดีถ้าท่านจะ save เก็บไว้อ่านเองที่บ้าน
แต่ไม่ยินดี สำหรับการคัดลอก, ดัดแปลง, ทำซ้ำ
หรือนำไปจัดจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต

 


สำนวนอังกฤษ / ENGLISH IDIOMS (79)


สำนวนอังกฤษ (79) ดาวดาว

Idioms / Phrases / Slangs 

 

<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:

Cry wine and sell vinegar
= ย้อมแมวขาย / หลอกขาย / ต้มตุ๋น
= สร้างภาพ

Syn (คำเหมือน):
- Hanging up goat’s heads and selling dog meat
- Buy a pig in a poke

ความหมาย:
“Cry wine and sell vinegar” (โฆษณาว่าเหล้าดี แต่ขายเหล้าเลว) หมายถึง
1) การโฆษณาอวดอ้างสินค้าเกินจริง เอาของไม่ดีมาหลอกขายให้ลูกค้า
2) การทำดีเพื่อสร้างภาพ ทั้งที่เบื้องหลัง คนๆนั้นมีพฤติกรรมไม่ดี

ที่มาของสำนวนก็คือ ในอดีต พ่อค้าโกงๆบางคนป่าวประกาศกับลูกค้าว่า “เร่เข้ามา เรามีเหล้าดีๆมาขาย!” แต่พอลูกค้าซื้อไปกลับต้องเจอเหล้าชั้นเลวในเหยือกแทน
ในพระคัมภีร์ไบเบิล พระวรสารนักบุญยอห์น บทที่ 2 ก็มีเรื่องราวที่ใกล้เคียง กล่าวคือ ในงานเลี้ยงแต่งงาน เจ้าภาพจะเอาเหล้าชั้นดีมาตั้งโต๊ะก่อน พอแขกเหรื่อเริ่มดื่มจนเมามาย ก็จะเอาเหล้าชั้นรองๆมาเสิร์ฟแทน (พอเมาจัดแล้ว เหล้าเข้าปาก ก็แยกไม่ออกว่าอันไหน “เหล้าดี” หรือ “เหล้าเลว”)

สำนวนที่มีความหมายใกล้เคียง ได้แก่ สำนวนจีน “Hanging up goat’s heads and selling dog meat” (แขวนหัวแพะ ขายเนื้อสุนัข)

 

ตัวอย่าง:
- “That bastard cries wine and sells vinegar!” – I bought game console from him only 2 months and now it’s already broken.”
(ไอ้ชั่วนั่นมันย้อมแมวขายชัดๆ!” – ชั้นซื้อเครื่องเกมจากมันได้แค่ 2 เดือน และตอนนี้เครื่องเจ๊งบ๊งไปแล้ว”)

<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:

Play fast and loose
/ Fast and loose

= กะล่อน / ปลิ้นปล้อน / รวนเร
= สับปลับ / บิดเบือน / ตลบตะแลง / ฉ้อฉล / ตระบัดสัตย์
= หลอกตีหัวเข้าบ้าน / ทำแบบขอไปที
= เล่นตุกติก / เล่นไม่ซื่อ / ใช้กลลวง / ซับซ้อนซ่อนเงื่อน
= เลินเล่อ / ละเลย / ไม่ยี่หระ / ไม่ดูดำดูดี / ไม่รับผิดชอบ

Syn (คำเหมือน):
- Be inconstant and unreliable
- Deceitful
- To make a promise and fail to deliver on it

ความหมาย:
 “Play fast and loose” หมายถึง
- การมีพฤติกรรมรวนเร, ไม่รับผิดชอบ, เอาแน่เอานอนไม่ได้, เชื่อถือไม่ได้
- การฉ้อฉลหลอกลวง, ต้มตุ๋น, เล่นตุกติก
- การไม่รักษาสัญญา, พูดแล้วทำไม่ได้

ที่มา:
 คาดว่าวลี “Play fast and loose” นี้ถือกำเนิดตั้งแต่ในช่วงปี ค.ศ. 1500  โดยมาจาก “กลลวงเชือก” ที่นักต้มตุ๋นใช้ในการหลอกกินเงินเดิมพันชาวบ้าน ตามตลาดหรือในงานเทศกาลทั่วยุโรป
เกมที่ว่านี้มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “Prick the Carter” วิธีเล่นคือนักต้มตุ๋นจะใช้เข็มขัดหรือสายหนังมาม้วนเป็นขด โดยให้มีวงอยู่ตรงกลาง 2 วงที่ดูคล้ายคลึงกันมาก (วงทั้งสองจะมีลักษณะคล้ายเลข 8 ดังในภาพ)   จากนั้นก็ให้เหยื่อนักพนันทายว่า “วงไหนเป็นวงจริง?”  – โดยให้ผู้เล่นแหย่ไม้หรือนิ้วลงไป แล้วนักต้มตุ๋นก็จะดึงปลายเชือกทั้งสองข้างออก “ถ้าวงเชือกรัดไม้ (Fast) ผู้เล่นจะได้เงิน, แต่ถ้าเชือกคลายออก (Loose) ผู้เล่นก็จะต้องเสียเงิน”   แต่ทีนี้นักต้มตุ๋นเป็นคนคุมเกมและรู้อยู่แล้วว่าจะเปลี่ยนวิถีเชือกอย่างไร ดังนั้นใครที่หลงกลไปเล่นด้วยก็จะมีแต่เสียสตางค์เท่านั้นแล

ตัวอย่าง:
- “Many period films often play fast and loose with the historical facts.”
(หนังย้อนยุคหลายๆเรื่องมักจะเล่นบิดเบือนกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์)

<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:

Over my dead body
= ข้ามศพฉันไปก่อน
= เมินเสียเถอะ ไม่มีทาง

ความหมาย:
เมื่อไรที่คุณพูดว่า “Over my dead body” นั่นหมายถึง คุณไม่ยอมเด็ดขาด ไม่ยอมให้สิ่งนั้นๆเกิดขึ้น ไม่ยอมให้ใครทำสิ่งที่คุณไม่ต้องการ และจะยืนหยัดต่อต้านจนถึงที่สุด

“ถ้าจะทำล่ะก็ ต้องข้ามศพชั้นไปก่อน!”

ตัวอย่าง:
- “I don’t allow you to quit the school. – You’d do it over my dead body!”
(ชั้นไม่ยอมให้แกเลิกเรียนหรอก – ถ้าจะทำล่ะก็ต้องข้ามศพชั้นไปก่อน!)

<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:

One-two punch
= กระหน่ำซ้ำสอง / เคราะห์ซ้ำกรรมซัด / ซวยซ้ำสอง

ความหมาย:
 “One-two punch” (เจอหมัด หนึ่ง-สอง เข้าไป) เป็นสำนวนมะกันที่ใช้เปรียบเทียบถึง
การเผชิญกับเหตุการณ์ร้ายๆ 2 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน หรือในเวลาไล่เลี่ยกัน

ตัวอย่าง:
- “An earthquake and tidal wave struck the city.  It was a one-two punch.”
(แผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์ถล่มเมือง   มันเป็นภัยซ้ำสอง)

<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:

<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:

สงวนลิขสิทธิ์

ยินดีสำหรับการใช้เพื่อการศึกษาค้นคว้า เพิ่มเติมความรู้
ยินดีถ้าท่านจะ save เก็บไว้อ่านเองที่บ้าน
แต่ไม่ยินดี สำหรับการคัดลอก, ดัดแปลง, ทำซ้ำ
หรือนำไปจัดจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต

 


สำนวนอังกฤษ / ENGLISH IDIOMS (78)


สำนวนอังกฤษ  

ENGLISH IDIOMS (78) ดาวดาว

Idioms / Phrases / Slangs

เจ้าของบล็อกขอฝากเพจ IDIOM & SLANG ใน Facebook ด้วยนะครับ ^ ^ อย่าลืมช่วยกด like เป็นสมาชิกด้วยเน้อ~

http://www.facebook.com/pages/IDIOM-SLANG-chahaela-sanwn-xangkvs/120614324648986

<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:

Heaven Knows
/ God only knows

= ใครจะไปตรัสรู้
= สวรรค์ที่รู้ / พระเจ้าเท่านั้นที่รู้

Syn (คำเหมือน):
- I have no idea

ความหมาย:
ถ้าหากคุณถามอะไรใคร แล้วเขาตอบคุณว่า “Heaven knows” นั่นหมายถึง “เขาไม่รู้จริงๆ / ไม่มีใครรู้หรอก”
คงมีแต่สวรรค์เท่านั้นที่รู้!

แต่ในอดีตนั้น การพูดว่า “God knows” เป็นการเน้นย้ำถึงสิ่งที่พูดว่าจริงหรือแน่นอน
แปลความหมายตรงตัวก็คือ “พระเจ้าทรงทราบ/พระเจ้าเป็นพยาน”
(สำหรับชาวคริสต์นั้น การเอ่ยนามพระเจ้าถือเป็นเรื่องจริงจัง ดังนั้นถ้าใครพูดสิ่งใดโดยอิงถึงพระเจ้า นั่นเท่ากับเขาต้องการยืนยันว่าสิ่งที่พูดนั้นเป็นเรื่องจริง คล้ายๆกับการสาบาน)
ตัวอย่างเช่น “I’m angry and God knows it!” (ชั้นโกรธจริงๆนะ ขอย้ำ!)

สำหรับผู้นิยมเพลงเก่า วงสุดคลาสสิคอย่าง “The Beach Boys” ได้ออกซิงเกิ้ลเพลง “God Only Knows” ในปี 1966 เพลงนี้ถือเป็น 1 ในเพลงอมตะของบีชบอย เป็นเพลงที่เพราะมากๆ (ผู้เขียนชอบมาก!)
“God only knows what I’d be without you”
(พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ ว่าฉันจะเป็นไงถ้าขาดเธอ)

ตัวอย่าง:
- “The future of our country, what it will be? – Heaven knows…”
(อนาคตของประเทศชาติจะเป็นอย่างไร?  -  ไม่มีใครหยั่งรู้…”)

<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:

 

 

Handsome is as handsome does.
= คนจะงาม งามที่ใจ ใช่หน้าตา
= หล่อที่การกระทำ

Syn (คำเหมือน):
- Pretty is as pretty does.

ความหมาย:
การกระทำที่ดี (งามที่ใจ) ย่อมดีกว่า การมีดีแค่เพียงรูปกาย (งามที่เปลือกนอก)
โดย Handsome นั้นนอกจากหมายถึง “หล่อ, รูปงาม” แล้ว
มันยังสามารถหมายถึง “ความมีน้ำใจ / ความโอบอ้อมอารี” อีกด้วย

ในการใช้นั้น สามารถใช้เพื่อกล่าวเยินยอ “คนที่หน้าตาดีอยู่แล้ว แถมเป็นคนดี ก็ยิ่งดีไปใหญ่”
หรือในทางกลับกัน อาจจะใช้พูดถึง “คนที่รูปไม่หล่อ แต่หล่อที่การกระทำ” ก็ได้

ตัวอย่าง:
- “He may not look attractive. But if you know him well, you will change your mind! – Handsome is handsome does.”
(หน้าตาเค้าอาจจะดูเฉยๆ แต่ถ้าเธอรู้จักเค้าดีพอ เธอจะต้องเปลี่ยนใจ – เค้าหล่อที่การกระทำ)

<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:

 

Actions speak louder than words
= การกระทำสำคัญกว่าคำพูด

ความหมาย:
การแสดงออกด้วยการกระทำ ย่อมชัดเจนและมีน้ำหนักมากกว่า การแสดงออกแค่คำพูด
“จงพิสูจน์คำพูดด้วยการกระทำ” (อย่าดีแต่ปาก)

ตัวอย่าง:
- “We don’t believe what those sly politicians say easily. – Actions speak louder than words!”
(เราไม่หลงเชื่อลมปากนักการเมืองจอมปลิ้นปล้อนพวกนั้นง่ายๆหรอก – ให้ผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์ดีกว่า!)

 

 

<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:

Have been around
/ Have been around the block
= ช่ำชอง / เจนจัด / เก๋า / เจนโลก
= เปี่ยมประสบการณ์ / ผ่านร้อนผ่านหนาว

ความหมาย:
คนที่ have been around the block หมายถึง คนที่ช่ำชอง/เจนโลก มีประสบการณ์ชีวิตเยอะ ผ่านอะไรๆมาเยอะ และรู้เยอะ   ถ้าเปรียบเทียบกับสำนวนไทยก็คงประมาณว่า
“ผ่านมาหมด ร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ”


ในเชิงความรัก have been around เน้นย้ำถึงความเป็นผู้ใหญ่ (mature) เป็นผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์ความรักมาก่อนแล้ว ไม่ไร้เดียงสาอีกต่อไป
หรือหากจะกล่าวในด้านลบก็คือ “คนที่กร้านโลก” เจนจัดช่ำชองในสังเวียนรัก

ที่มา:
“Have been around the block” ถ้าแปลแบบตรงๆตัวเลย ก็คือ คนที่เคยตระเวนมาทั่วทั้งเขตแคว้นแล้ว เลยรู้ไปหมดทั่วทุกซอกทุกมุม (block แปลว่า เขต หรือ ช่วงตึก)
แต่มีตำนานเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ ว่ากันว่าจุดกำเนิดของสำนวนนี้ย้อนไปถึงยุคที่มีคนบูชาเสาหินโตนเฮนจ์ พวกลัทธิเพแกนเมื่อถึงวัยชรา จะไปเต้นระบำรอบเสาหิน (blocks) โดยเชื่อว่าจะเป็นการช่วยยืดอายุขัยให้แก่พวกตน

ตัวอย่าง:
- “Sometimes we should listen the elder’s teaching, because they have been around the block.”
(บางครั้งเราควรรับฟังคำสั่งสอนของผู้ใหญ่ เพราะพวกท่านผ่านโลกมาเยอะ)

<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:

 

 

 

สงวนลิขสิทธิ์
ยินดีสำหรับการใช้เพื่อการศึกษาค้นคว้า เพิ่มเติมความรู้
ยินดีถ้าท่านจะ save เก็บไว้อ่านเองที่บ้าน
แต่ไม่ยินดี สำหรับการคัดลอก, ดัดแปลง, ทำซ้ำ
หรือนำไปจัดจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


สำนวนอังกฤษ / ENGLISH IDIOMS (77)


สำนวนอังกฤษ (77) ดาวดาว

Idioms / Phrases / Slangs

ฝากไว้ในอ้อมใจเพื่อนๆนักอ่านด้วย (ฮิ้วๆๆๆ)

หนังสือ IDIOM & SLANG เล่ม 1 และ 2 ตอนนี้มีวางจำหน่ายอยู่ตามร้านหนังสือทั่วไปแล้วนะครับ

ทั้ง CU BOOK  /  ซีเอ็ด  /  B2S  /  Double A Book Tower

หรือจะสั่งซื้อกับทาง สำนักพิมพ์ปัญญาชน ก็ได้เช่นกัน

ใครไปร้านหนังสือ แวะดูกันได้นะครับ

IDIOM & SLANG เล่ม 1 = ชำแหละสำนวนอังกฤษ (พิมพ์ครั้งที่2)
IDIOM & SLANG เล่ม 2 = สำนวนสนุก สแลงสนาน
<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:

What goes around comes around
= ทำอย่างไร ได้อย่างนั้น

Syn (คำเหมือน):
-You get what you give / You get what you deserved
-If you do something to others, other will do it to you.
ความหมาย:
เราทำอะไรลงไป ก็ย่อมได้รับผลตอบแทนอย่างนั้น เป็นการสะท้อนกฎแห่งกรรม “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว”
จะเห็นได้ว่าแม้แต่ในเพลงป็อบสมัยใหม่ นาย Justin Timberlake ก็ยังเอาสำนวนนี้ไปแต่งเป็นเพลง “What Goes Around…Comes Around” ที่กล่าวถึงคนรักเก่าที่เคยหลอกลวงเขาต้องถูกกรรมสนอง ชอกช้ำใจเพราะรักลวง ดังคำกล่าวที่ว่า “ให้ทุกข์แก่ท่าน… ทุกข์นั้นถึงตัว”
ที่มา:
ว่ากันว่าสำนวนนี้พึ่งถือกำเนิดที่สหรัฐ ในช่วงปี 1970 นี้เอง โดยในงานปาฐกถาที่เมืองซานดิเอโก้ อดีตทหารกรีนเบเรต์รายหนึ่งที่พึ่งผ่านการบำบัดหลังกลับมาจากสมรภูมิรบอันโหดร้าย
ได้พยายามที่จะอธิบายถึงแนวคิดของคำว่า “Karma” (กรรม) ของศาสนาพุทธ ซึ่งถือเป็นสิ่งแปลกใหม่ของสังคมตะวันตกที่นับถือศาสนาคริสต์เป็นส่วนใหญ่ โดยใช้ประโยคดังกล่าว “What goes around comes around” หลังจากนั้นสำนวนนี้ก็ได้ถูกบอกกล่าวเล่าขาน และค่อยๆแพร่หลายมาจนถึงปัจจุบัน
ตัวอย่าง:
-“They had cheated many people, and now they were put into jail. – You see, what goes around comes around!”
(พวกเค้าฉ้อโกงคนมากมาย และตอนนี้พวกเค้าถูกจับเข้าตะราง  – นี่แหละที่เค้าเรียกบาปกรรมตามสนอง!)
<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:
Every dog has its day
= ต้องมีสักวัน / วันพระไม่ได้มีหนเดียว
= ทีใครทีมัน
ความหมาย:
“Every dog has its day” ใกล้เคียงกับสำนวนไทยที่ว่า “วันพระไม่ได้มีหนเดียว”
วันนี้ไม่ใช่วันของเราไม่เป็นไร ยังไงมันก็ต้องมีสักวัน
คนเราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นใคร ไม่ว่าจะต้อยต่ำแค่ไหน ในชีวิตหนึ่งก็ต้องมีสักช่วงเวลาที่ดีหรือรุ่งโรจน์กับเขาบ้าง ดังนั้นขอจงอย่าท้อแท้ นึกถึงสำนวนนี้แล้วก็ให้ความหวังกับตัวเองว่า
“ต้องมีสักวันที่เป็นวันของผมและวันของคุณ!”
ที่มา:
ที่มาของสำนวนนี้ออกจะโหดร้ายสักหน่อย โดยจะมีความหมายในเชิงอาฆาตพยาบาทว่า “แม้แต่คนผู้ต่ำต้อยก็ต้องมีโอกาสสักวันหนึ่งที่จะได้แก้แค้นผู้กดขี่ข่มเหง”   โดยในยุคกรีกราว 400 ปีก่อนคริสตกาล กวีเอก “ยูริพิดิส” ได้เสียชีวิตจากการถูกฝูงสุนัขล่าเนื้อรุมกัดทึ้ง บ้างว่าเป็นเพราะอุบัติเหตุ บ้างเชื่อว่าเป็นการลงโทษจากการไม่ยอมสวามิภักดิ์ต่อกษัตริย์แห่งมาเซโดเนีย หรือเป็นแผนปลิดชีพของคู่อริ

ในราวปี ค.ศ. 95 นักประวัติศาสตร์กรีก “พลูตาร์ช” ได้บันทึกสำนวนที่ได้รับอิทธิพลจากเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ว่า “Even a dog gets his revenge” (แม้แต่สุนัขก็ยังมีวันชำระแค้น)
และในราวศตวรรษที่ 16 ชาวอังกฤษได้นำสำนวนต้นฉบับที่เป็นภาษาละตินมาแปลงเป็น  “A dogge hath a day” และค่อยๆวิวัฒน์จนมาเป็น “Every dog has its day” ในปัจจุบัน
ตัวอย่าง:
-“They may overlook your work now, but don’t give up easily! Every dog has its day.”
(ตอนนี้พวกเค้าอาจมองข้ามผลงานของคุณ แต่อย่ายอมแพ้ง่ายๆ! ต้องมีสักวันที่เป็นของคุณ)
<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:
It takes two to tango
= ตบมือข้างเดียวไม่ดัง
= ผิดทั้งสองฝ่าย
ความหมาย:
“It takes two to tango” (จะเต้นแทงโก้ต้องเต้นเป็นคู่) เป็นสำนวนที่เปรียบเปรยถึง สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการกระทำร่วมกันระหว่างคนสองคน หรือบุคคลสองฝ่าย
มีบางสิ่งที่คุณทำคนเดียวไม่ได้ อย่างเช่น การทะเลาะเบาะแว้ง, การร่วมรัก, หรือแม้แต่ “การเต้นแทงโก้”
สำนวนนี้มักจะถูกใช้บ่อยๆเมื่อพูดถึงการทะเลาะเบาะแว้ง ถ้ามีใครพูดว่า “It takes two to tango!” ก็หมายถึง “ผิดทั้งสองฝ่ายนั่นแหละ!” (บางกรณีถ้ามีคนมาชวนทะเลาะ แล้วคุณไปทะเลาะตอบ เรื่องมันก็ไม่จบ)   หรือในเชิงความรัก จะให้ดีมันก็ต้อง It takes two to tango เหมือนกัน รักเขาแล้วก็ต้องให้เขารักตอบด้วย ไม่เช่นนั้นมันจะกลายเป็นรักเขาข้างเดียว! (One-sided love)
ที่มา:
คาดว่าสำนวนนี้มีที่มาจากเพลง “Takes Two To Tango” ของศิลปินเพลงโวคัล Pearl Bailey เพลงนี้ออกในปี 1952 และกลายเป็นเพลงฮิตที่ดังไปทั่วโลก จนทำให้สำนวนนี้ฮิตติดปาก
“There are lots of things that you can do alone.”
(มีหลายอย่างที่คุณทำได้คนเดียว)
“But it takes two to tango, two to tango”
(แต่หากจะเต้นแทงโก้ ต้องเต้นเป็นคู่)
ตัวอย่าง:
-A: “It’s not my false. He started it!”
(ชั้นไม่ผิด เค้าเป็นคนเริ่มก่อน!)
B: “It takes two to tango!”
(ผิดด้วยกันทั้งคู่น่ะแหละ!)

<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:


สงวนลิขสิทธิ์
ยินดีสำหรับการใช้เพื่อการศึกษาค้นคว้า เพิ่มเติมความรู้
ยินดีถ้าท่านจะ save เก็บไว้อ่านเองที่บ้าน
แต่ไม่ยินดี สำหรับการคัดลอก, ดัดแปลง, ทำซ้ำ
หรือนำไปจัดจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต

สำนวนอังกฤษ / ENGLISH IDIOMS (76)


สำนวนอังกฤษ
English Idioms (76) ดาวดาว

Idioms / Phrases / Slangs 
 
 
<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:

 

A cold day in hell

= ไม่มีทางเป็นไปได้ / ไม่มีวันเป็นจริง

 

ความหมาย:

            สำนวน “A cold day in hell” (วันที่นรกหนาวเหน็บ) เป็นการทำนายทายนักถึง สิ่งที่ไม่มีทางเป็นไปไม่ได้ เหตุการณ์ที่ไม่มีวันจะเกิดขึ้น (ถ้าหากมันเกิดขึ้นจริงก็คงจะเป็นปาฏิหาริย์ แต่ฝันไปเถอะ!) 

 

ที่มา:

            ตามคติความเชื่อของชาวตะวันตกที่ส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ ภาพของนรกคือความร้อนแรงและไฟโลกันตร์   ดังนั้นเมื่อพูดถึง นรกหนาว ย่อมทำให้ผู้ฟังรู้สึกถึงความขัดแย้งและเป็นไปไม่ได้

            ยังมีสำนวนอื่นๆที่มีรูปประโยคต่างแต่มีความหมายคล้ายคลึงกัน ได้แก่

-          A snowball’s chance in Hell.” (เมื่อไรที่มีบอลหิมะในนรก)

-          When the devil goes ice-skating.” (เมื่อภูตินรกเล่นสเก็ตน้ำแข็ง)

-          “And People In Hell Want Ice Water." (และคนในนรกก็อยากกินน้ำเย็นเจี๊ยบ)

-          และ “When hell freezes over.” (เมื่อนรกหนาวจนเยือกแข็ง) ที่วงร็อคอมตะอย่าง The Eagles นำไปใช้ตั้งชื่ออัลบัมแรกในรอบ 14 ปีชื่อ “Hell Freezes Over” เมื่อปี 1994 เพื่อเป็นการล้อเล่นกับคำกล่าวของวงที่ว่า The Eagles would reunite when Hell Freezes Over. (ดิ อีเกิลส์ จะกลับมารวมวงก็ต่อเมื่อนรกหนาวจนเยือกแข็ง)

 

            แถมท้ายด้วยเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย   แต่ทั้งนี้ก็มีคติความเชื่อของบางแห่งที่เชื่อว่า นรกนั้นหนาวเหน็บและมืดมัว   หรือแม้แต่ในกวีนิพนธ์ “Inferno” ของดังเต้ ขุมนรกส่วนที่ลึกที่สุดเป็นที่ตั้งของทะเลสาบเยือกแข็งที่อัดแน่นไปด้วยโลหิตและความผิดบาป

 

 

            ตัวอย่าง:

-          “A chance to see Thailand become Soccer World Cup host…

It will be a cold day in hell!”

(โอกาสจะได้เห็นไทยเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกน่ะเหรอ…  

มันคงจะไม่มีวัน!”)

 

<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:

 

 

 

Once in a blue moon

= เหตุการณ์ที่เกิดไม่บ่อย / โอกาสที่หาได้ยาก

= หาดูยาก / เป็นไปได้ยาก

= นานทีปีหน / ไม่บ่อย

= ไร้สาระ / เป็นไปไม่ได้

 

ความหมาย:

            Once in a blue moon หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นได้ยาก, หาดูยาก หรือนานๆจะเกิดขึ้นสักครั้ง

                       

ที่มา:

            สำนวนนี้เริ่มปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 (ในยุคกลางของอังกฤษ) โดยในอดีตกาลนั้น “Blue moon” หรือพระจันทร์สีน้ำเงิน เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึง ความไร้สาระงมงาย และความเป็นไปไม่ได้

            แต่ในยุคต่อๆมาเมื่อการดาราศาสตร์เจริญก้าวหน้าขึ้น ก็เริ่มมีการบันทึกการเกิดบลูมูนในปฏิทิน โดยตามสถิติแล้วปรากฏการณ์บลูมูนจะเกิดขึ้นในทุกๆ 2-3 ปีต่อครั้ง   โดยจะเกิดขึ้นในเดือนที่มีพระจันทร์เต็มดวง 2 ครั้ง และให้นับเอาพระจันทร์เต็มดวงครั้งหลังของเดือนนั้นเป็น บลูมูน”   ซึ่งได้มีการคำนวณออกมาแล้วว่าจากจำนวนครั้งของการเกิดพระจันทร์เต็มดวงทั้งหมดนั้น จะมีการเกิดปรากฏการณ์บลูมูนเพียงแค่ 3% เท่านั้น

 

 

ตัวอย่าง:

-          “Look! Dad comes back home early. Once in a blue moon!”

(ดูสิ! คุณพ่อกลับบ้านเร็ว   นานทีปีหนจะได้เห็น)

 

<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:

 

 

When pigs fly

/ If a pig had wing, it could fly

= รอให้หมูบินได้

= ไม่มีวัน / ฝันไปเหอะ / ชาติหน้าตอนบ่ายๆ

 

ความหมาย:

            “When pigs fly” เป็นสำนวนที่ใช้เสียดสีแบบขำๆถึงสิ่งที่ไม่มีทางจะเกิดขึ้น หรือสิ่งที่คุณไม่มีวันยอมทำเด็ดขาด   และมักจะใช้ในการเย้ยหยันผู้ที่วาดฝันหรือตั้งเป้าหมายโดยไม่ดูกำลังตัวเอง   อุปมาเหมือนเจ้าหมูตัวอ้วนตันที่ไม่มีวันบินได้ ยกเว้นแต่ว่าคุณจะสามารถติดปีกให้มัน (ถ้าติดปีกแล้วก็อาจจะยังบินไม่ขึ้นก็ได้ ฮา~ ;->)

 

ที่มา:

            ว่ากันว่าสำนวนนี้ถือกำเนิดในยุโรป โดยปรากฏอยู่ในหนังสือ คำพังเพยของสก็อตแลนด์

(ปี 1862) และในจินตนิยายเรื่อง “Alice’s Adventures in Wonderland” ของอังกฤษ (ปี 1865) ซึ่งในตอนวอลรัสกับช่างไม้ วอลรัสได้กล่าวประโยคหนึ่งว่า “And whether pigs have wings.” (และถ้าเกิดหมูมีปีก)

         

ตัวอย่าง:

A: “Do you think he can ask her out on a date?”

(นายคิดว่าหมอนั่นจะชวนเธอออกเดทได้มั้ย?)

 

B: “When pigs fly!”

(รอให้หมูบินได้ก่อนเหอะ!”)

 

<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:

 

<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:

 

สงวนลิขสิทธิ์
ยินดีสำหรับการใช้เพื่อการศึกษาค้นคว้า เพิ่มเติมความรู้
ยินดีถ้าท่านจะ save เก็บไว้อ่านเองที่บ้าน
แต่ไม่ยินดี สำหรับการคัดลอก, ดัดแปลง, ทำซ้ำ
หรือนำไปจัดจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต


สำนวนอังกฤษ / ENGLISH IDIOMS (75)


สำนวนอังกฤษ (75) ดาวดาว
Idioms / Phrases / Slangs 

<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:

Light bulb goes off / Light bulb moment

= ปิ๊งไอเดีย / คิดออก / บังเกิดความคิด / หัวแล่น

ความหมาย:

การเกิดความคิด หรือนึกขึ้นได้ ในบัดดล

ที่มา:

วลีนี้ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 หลังจากที่มีการคิดค้นหลอดไฟขึ้นได้ไม่นาน  

โดยหลอดไฟถือเป็นสัญลักษณ์แห่งแสงสว่างและปัญญา  

และสื่อ “การ์ตูน” เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้วลีนี้แพร่หลาย ดังจะเห็นได้จากในการ์ตูนหลายๆเรื่อง เมื่อตัวละครพลันได้ไอเดียดีๆ ก็จะมีรูปหลอดไฟปรากฏแวบขึ้นที่บนหัว (ขณะที่รูปหลอดไฟแตกหรือร้าวแสดงถึงการคิดไม่ดี)   การ์ตูนฮิตเรื่องแรกๆที่มีภาพสัญลักษณ์ดังกล่าว ได้แก่ “Felix the Cat” ในช่วงทศวรรษ 1920

 

ตัวอย่าง:

- “I just had a light bulb moment! You try to attract the enemy to there, and then we will strike them.”

(ชั้นนึกออกแล้ว!  ให้นายพยายามล่อข้าศึกไปทางนั้น แล้วจากนั้นเราจะลงมือจู่โจมพวกมัน)

 

<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:

Show your hand

= หงายไพ่ / เผยความคิด / เผยไต๋

= เผยแผน / แสดงเจตจำนง

ความหมาย:

การเปิดเผยแผนหรือความคิด หรือแสดงเจตจำนง ที่เคยถูกเก็บงำไว้เป็นความลับมาก่อน          

 

ที่มา:

สำนวนนี้เกิดขึ้นในปลายศตวรรษที่ 18 โดยมาจากเกมไพ่ ซึ่ง show hand ในที่นี้ก็คือการหงายไพ่ เผยแต้มไพ่ในมือ

 

ตัวอย่าง:

-          We have to be careful. Don’t show our hand to the competitors.

(เราต้องระวัง อย่าเผยไต๋ให้คู่แข่งรู้เชียว)

 

<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:

Feel your skin crawl

/ Make your skin crawl

= ขนลุกขนพอง / ขยะแขยง / ผวา

Syn (คำเหมือน):

-          Make your flesh crawl / Make your flesh creep

-          Goose bump

 

ความหมาย:

Feel your skin crawl หมายถึง ความรู้สึกตื่นตระหนก, หวาดผวา, ขยะแขยง จนทำให้คุณรู้สึกขนลุกขนพอง   ตัวอย่างเช่น หนังผีที่ทำให้คุณขนพองสยองเกล้า หรือนักการเมืองที่ทำให้คุณยี้แหวะจนขนลุก (น่ากลัวกว่าหนังผี 555)          

 

ตัวอย่าง:

-          “Just thinking about his face… that made my skin crawl!”

(แค่คิดถึงหน้าอีตานั่น… เท่านั้นชั้นก็ขนลุกแล้ว!)

<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:

Chug-a-lug

= ดื่มพรวด / ดื่มรวดเดียว / ดื่มอึ้กๆ

= กลืน / สวาปาม

ความหมาย:

สแลง “Chug-a-lug” หมายถึง การดื่มหรือกลืนของเหลวลงคอแบบพรวดเดียว  

ตัวอย่าง:

-          “He is very thirsty and chug-a-lugs all water.”

(เค้ากระหายมาก และดื่มน้ำจนหมด)

 

-          “Cheers! Let’s drink our beer chug-a-lug.”

(ชนแก้ว! ดื่มเบียร์ให้รวดเดียวหมดแก้วไปเลย)

<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:

<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:

 

สงวนลิขสิทธิ์

ยินดีสำหรับการใช้เพื่อการศึกษาค้นคว้า เพิ่มเติมความรู้
ยินดีถ้าท่านจะ save เก็บไว้อ่านเองที่บ้าน
แต่ไม่ยินดี สำหรับการคัดลอก, ดัดแปลง, ทำซ้ำ
หรือนำไปจัดจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต

สำนวนอังกฤษ / ENGLISH IDIOMS (74)


สำนวนอังกฤษ (74) ดาวดาว

Idioms / Phrases / Slangs 

 

 

<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:

 

 

Like a broken record

= เหมือนแผ่นเสียงตกร่อง
= ย้ำคิดย้ำทำ

 

ความหมาย:

การพูดหรือทำสิ่งเดิมๆซ้ำไปซ้ำมาจนน่ารำคาญ   หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำรอยเดิม    

 

ที่มา:

แน่นอนว่าวลีนี้เกิดจากแผ่นเสียงไวนิลซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ที่รุ่นพ่อแม่เราใช้ฟังเพลงกัน  

ในยามที่แผ่นเสียงมีรอยขูดขีด, รอยแตก หรือมีสิ่งสกปรกไปอุดตัน แผ่นจะสะดุดเวลาเราเล่นเพลง และทำให้เราได้ยินแต่เพลงท่อนเดิมซ้ำไปซ้ำมา

 

ตัวอย่าง:

 - “Don’t accuse that I’m anyone’s nominee. You sound like a broken record!”

(อย่ามากล่าวหาว่าผมเป็นนอมินีของใคร คุณมันพวกแผ่นเสียงตกร่อง)

 

<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:

 

 

Go postal / Going postal

= บันดาลโทสะ / ระเบิดอารมณ์

= เดือดดาล / คลุ้มคลั่ง / อาละวาด

= ฟิวส์ขาด / สติแตก

 

Syn (คำเหมือน):

- go berserk; go crazy

 

ความหมาย:

“Go postal” เป็นสแลงมะกัน หมายถึง การบันดาลโทสะ โกรธจนควบคุมตัวเองไม่อยู่

และอาจรุนแรงถึงขั้นลงไม้ลงมือทำร้ายผู้อื่น   โดยเฉพาะจากกรณีความขัดแย้งในที่ทำงาน

 

ที่มา:

สแลง “Go postal” ถือกำเนิดในทศวรรษ 1990 จากปรากฏการณ์ความขัดแย้งในที่ทำงาน

ที่เกิดขึ้นในองค์กรไปรษณีย์สหรัฐ (USPS) โดยเหตุการณ์ใหญ่ครั้งแรกเกิดขึ้นในเดือน ส.ค. 1986 พนักงานไปรษณีย์ของสาขาโอคลาโฮม่า นายแพทริค เชอร์ริล ได้บันดาลโทสะ ใช้ปืนยิงเพื่อนร่วมงานตายไป 14 คน และเจ็บอีก 6 คน แล้วยิงตัวตายในภายหลัง

จากเหตุการณ์นั้นจนถึงปี 1997 (10 ปีให้หลัง) เกิดคดีในลักษณะดังกล่าวอีก 20 ครั้ง และมีผู้เสียชีวิตไปอีกกว่า 30 คน   โดยสาเหตุส่วนใหญ่มาจากลูกจ้างมีความคับข้องใจในเรื่องงานและชีวิตจนเกิดอาการเก็บกด

 

แสลงดังกล่าวเริ่มเป็นที่แพร่หลายในสหรัฐระหว่างปี 1993-1995 โดยในปี 1994 ได้มีการจัดการประชุมในหัวข้อ ความขัดแย้งในที่ทำงาน โดยมีองค์กรไปรษณีย์สหรัฐเป็นผู้สนับสนุน   และนอกจากนี้ยังมีสื่อหนังสือพิมพ์บางรายได้หยิบยกคำว่า Going Postal มาเล่นพาดหัวข่าว จนคำนี้เริ่มกลายเป็นที่นิยม

   

ตัวอย่าง:

- "He prepared this project for month, but the client chose another agency. That’s why he goes postal."

(เค้าเตรียมโปรเจ็คนี้เป็นเดือน แต่ลูกค้าดันไปเลือกเอเยนซี่อื่น เค้าถึงได้สติแตก)

 

<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:

 

 

Go the extra mile

= ทุ่มสุดตัว / ทำเต็มที่

= ทำมากกว่าหน้าที่ / ขอคืบ ให้ศอก 

 

ความหมาย:

การทุ่มเทพยายาม ทำเกินกว่าที่ใครๆคาดหวังไว้ ทำมากกว่าที่ได้รับมอบหมาย 

 

ที่มา:

มาจากพระคัมภีร์ไบเบิลฉบับนักบุญมัทธิว 5:41 “If they were required to carry it a mile, then carry it two miles.” (ถ้าผู้ใดจะเกณฑ์ท่านให้เดินทางไปหนึ่งไมล์ ก็ให้เลยไปกับเขาถึงสองไมล์)

 

ตัวอย่าง:

- “Everybody counts on him. He’s always willing to go the extra mile."

(ทุกคนเชื่อใจเค้า เค้าทำมากกว่าหน้าที่รับผิดชอบด้วยความเต็มใจเสมอ)

 

 

<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:

 

 

Go nowhere / go nowhere fast

= ไม่ไปไหน / ไม่ไปถึงไหน

= ไม่คืบหน้า / ไม่ขยับ

= อยู่กับที่ / วิ่งวนอยู่กับที่

 

 

ตัวอย่าง:

- "For Brazil WTO negotiations will go nowhere without political spur.”

(สำหรับบราซิล การเจรจาดับเบิลยูทีโอจะไม่คืบหน้า ถ้าไม่มีการผลักดันทางการเมือง)

 

<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:

 

<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:
 
สงวนลิขสิทธิ์
ยินดีสำหรับการใช้เพื่อการศึกษาค้นคว้า เพิ่มเติมความรู้
ยินดีถ้าท่านจะ save เก็บไว้อ่านเองที่บ้าน
แต่ไม่ยินดี สำหรับการคัดลอก, ดัดแปลง, ทำซ้ำ
หรือนำไปจัดจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต


สำนวนอังกฤษ / ENGLISH IDIOMS (73)


สำนวนอังกฤษ
ENGLISH IDIOMS (73) ดาวดาว

Idioms / Phrases / Slangs 
 
 

<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:

 

Mutton dressed up as lamb

= แต่งตัวกระชากวัย / แอ๊บแบ๊ว

= แต่งจนเกินงาม / แต่งหน้าจัด / โบ๊ะจัด

 

 

ความหมาย:

สาวใหญ่หรือหญิงมีอายุ ที่พยายามแต่งตัวกระชากวัยให้เหมือนกับวัยรุ่น เพื่อทำให้ตัวเองดูสาว (แต่ชาวบ้านชาวช่องกลับเห็นว่าไม่เจียมสังขาร แทนที่จะดูดี กลับดูน่าขัน)

นอกจากนี้ยังหมายความถึง

-          การแต่งหน้าจัด จนเข้าขั้นแจ๊คโค่ (ไมเคิล แจ็คสัน)

-          การทำตัวไม่สมวัย แอ๊บแบ๊ว

-          การทำตัวดัดจริต หรือทำตัวจัดเจนกร้านโลก

 

ที่มา:

            “Mutton dressed as lamb” เป็นการเล่นคำเปรียบเทียบระหว่างคำว่า “Mutton” (แกะโตตัวเมีย) กับ “Lamb” (แกะอ่อน) โดยทั้งสองคำนี้มีความหมายโดยนัย นั่นคือ

-          “Mutton” เป็นสแลงที่หมายถึง  หญิงโสเภณี, หญิงกร้านโลก

-          ขณะที่ “Lamb” มีนัยยะหมายถึง ความบริสุทธิ์ไร้เดียงสา, หญิงพรหมจรรย์

ดังนั้นสำนวนนี้จึงเป็นการสื่อเพื่อเปรียบเทียบ หญิงสูงวัยที่กร้านโลก แต่พยายามสร้างภาพตัวเองให้ดูสดใสไร้เดียงสา

 

ตัวอย่าง:

-          "Oh, Auntie… Please don’t wear that! You look like mutton dressed as lamb.

(โอ้คุณป้าขา… อย่าใส่ชุดนั้นเลย! ดูแล้วไม่สมวัยเลย)

 

<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:

 

 

Joe Public

= คน / ประชาชน / พี่น้อง

= คนทั่วไป / ปุถุชน / มวลชน

 

ตัวอย่าง:

-          "This book became bestseller, because it was written for Joe Public.”

(หนังสือเล่มนี้กลายเป็นเบสต์เซลเลอร์ เพราะมันเขียนขึ้นสำหรับคนทั่วไป)

 

<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:

 

Dog’s Dinner

= ดูไม่จืด / ดูขาดๆเกินๆ

= อีรุงตุงนัง / ยุ่งเหยิง

 

Syn (คำเหมือน):

-          Dog’s breakfast

 

Def (นิยาม):

-          Overdressed.

-          A poor job; a mess.

 

ความหมาย:

            “Dog’s Dinner” เป็นคำที่ใช้เหน็บแนม หมายถึง สิ่งที่ดูไม่จืด, ดูยุ่งเหยิงอีรุงตุงนัง   เป็นสิ่งที่เราตั้งใจจะทำให้ออกมาดี แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม

 

            ที่ใช้กันบ่อยๆ ได้แก่

-          Dressed up like a dog’s dinner” เป็นการแต่งตัวแบบโก้หรู, แต่งตัวเว่อร์  

แต่มันดูไม่เข้ากับคนใส่, ดูขาดๆเกินๆ, หรือดูพิลึกกึกกือในสายตาคนอื่น

-          Done up like a dog’s dinner” หมายถึง ทำยุ่ง, ทำพัง

 

ที่มา:

สำหรับที่มาของ Dog’s Dinner นี้เดาได้ไม่ยาก เพราะเวลาคนส่วนใหญ่ให้อาหารสุนัข ก็มักจะขยำๆ คลุกเคล้าอะไรต่อมิอะไรลงไป   ดินเนอร์ของคนมีหน้าตาเรียบร้อยหรูหรา แต่ดินเนอร์ของหมามีหน้าตามั่วซั่วปนเป 

            แต่ย้อนกลับไปในอดีตปู๊น ชาวอังกฤษเมื่อพูดว่า “Dressed up like dog’s dinner”

กลับหมายถึง การแต่งชุดที่ดีที่สุดของคนๆหนึ่ง หรือแต่งชุดเครื่องแบบ ก็ว่ากันไป

 

ตัวอย่าง:

-          “She tried to cut and dye her hair, but it was all done up like a dog’s dinner!”

(เธอพยายามตัดและทำสีผมเอง แต่มันออกมาดูไม่จืดเลย!)

 

-          “He worked for hours to improve it, but turned it into a real dog’s dinner.”

(เค้าเสียเวลาเป็นชั่วโมงๆแก้ไขมัน แต่มันกลับยิ่งยุ่งไปกันใหญ่)

 

<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:

 

Gild the lily

= แต่งเติมเสริมแต่ง

= ปรุงแต่งเกินงาม / เสริมแต่งเกินพอดี

= เพิ่มความเลิศหรู / แต่งแต้มความงาม

= ฟุ่มเฟือย / อู้ฟู่ / วิลิศมาหรา

 

ความหมาย:

          “Gild the lily” ความหมายในทางที่ดี หมายถึง การแต่งแต้มสิ่งที่สวยงามอยู่แล้วให้สวยสมบูรณ์ยิ่งๆขึ้นไปอีก เช่น การขัดเกลางานศิลป์, หรือการเก็บรายละเอียดในการเสริมความงาม เพิ่มความวิลิศมาหรา

            แต่ในทางกลับกัน มันก็หมายความได้ว่า สิ่งที่ดูดีหรือสมบูรณ์แบบอยู่แล้ว แต่เรายังดันไปแต่งเติม ไปเพิ่มรายละเอียดให้มันอีกโดยไม่จำเป็น  จนกลายเป็นความเกินพอดี  

หรือหมายถึงความฟุ่มเฟือย ความหรูหราอู้ฟู่

 

ที่มา:

            “Gild the Lily” หรือแปลเป็นไทยว่า ฉาบทองบนดอกลิลี่เป็นการอุปมาถึงความฟุ่มเฟือย, การแต่งแต้มจนเกินงาม   โดย ลิลี่ คือดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความงามตามธรรมชาติ แต่กระนั้นคนบางคนที่ไม่รู้จักความพอดี ก็ยังอุตริเอาทองไปแต้มมัน

            สำนวนนี้เริ่มปรากฏตั้งแต่ในศตวรรษที่ 16 ในวรรณกรรมของเช็กสเปียร์เรื่อง King John   แต่ในต้นฉบับของเช็กสเปียร์เป็นดังนี้ “To gild refined gold, to paint the lily,”   โดยสำนวนดั้งเดิม “Paint the lily” (ระบายสีให้ลิลี่) นี้ ใช้กันอย่างแพร่หลายในอดีตจนถึงศตวรรษที่ 20 แล้วก็พลันเสื่อมความนิยมไป

 

ตัวอย่าง:

 

- “You don’t need to gild the lily, just leave it as it is.”

(เธอไม่ต้องไปแต่งเติมเสริมแต่งอีกเลย ปล่อยมันไว้อย่างนั้นแหละดีแล้ว)

 

 

<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:

 

 

สงวนลิขสิทธิ์
 
ยินดีสำหรับการใช้เพื่อการศึกษาค้นคว้า เพิ่มเติมความรู้
ยินดีถ้าท่านจะ save เก็บไว้อ่านเองที่บ้าน
แต่ไม่ยินดี สำหรับการคัดลอก, ดัดแปลง, ทำซ้ำ
หรือนำไปจัดจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต


สำนวนอังกฤษ (72)


สำนวนอังกฤษ (72) StarStar
Idioms / Phrases / Slangs
 
 

โอ้ว ต้องมาอัพใน firefox อีกแล้วครับพี่น้อง เซ็งเป็ด Sad


<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:

Rule of thumb
= วิธีประเมินคร่าวๆ / โดยคร่าวๆ / โดยประเมิน
= กฎพื้นๆ / กฎหยาบๆ / กฎสามัญสำนึก
=
การคาดคะเน

ความหมาย:

“Rule of Thumb” หรือกฎหัวแม่มือ หมายถึง กฎพื้นฐาน, หลักหรือวิธีการคาดคะเน ที่ไม่ได้ใช้หลักการตายตัวหรือวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งถึงแม้มันอาจจะไม่ถูกต้องแม่นยำ 100% แต่ก็ช่วยให้คุณได้คำตอบที่ใกล้เคียงความจริง เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติหรือตัดสินใจ

 ที่มา:

มาจากการใช้นิ้วหัวแม่มือเป็นเครื่องมือวัดแบบคร่าวๆ อาทิ การวัดแนวหรือกะระยะของพวกศิลปินหรือช่าง โดยชูนิ้วโป้งให้อยู่ระหว่างแนวสายตากับวัตถุ, หรือจุ่มนิ้วโป้งลงไปเพื่อวัดอุณหภูมิของการหมักเบียร์, หรือบ้างก็ใช้ข้อนิ้วโป้งแทนหน่วยวัด 1 นิ้ว เป็นต้น (นอกจากนี้จะเห็นได้ว่าหน่วยวัดต่างๆ ในภาษาอังกฤษส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น inch, foot, cubit และ yard ล้วนมีที่มาจากอวัยวะ และจากหน่วยการวัดร่างกายของกษัตริย์ทั้งนั้น)

นอกจากนี้มีเรื่องเล่าปรัมปราจากในศตวรรษที่ 18 ว่า กฎหัวแม่มือ นี้มีที่มาจากกระบวนการทางกฎหมายของประเทศอังกฤษ โดยในปี 1782 ท่านผู้พิพากษา เซอร์ ฟรานซิส บุลเลอร์ ผู้ขึ้นชื่อในเรื่องความโหดเฮี้ยบในการกำหนดบทลงโทษ ได้ออกกฎอนุญาตให้ผู้ชายสามารถลงโทษภรรยาด้วยการเฆี่ยนได้ โดยให้ใช้ไม้เรียวที่มีความหนาไม่เกินกว่านิ้วโป้งของตนเอง   ในปีถัดมา เจมส์ กิลเรย์ ได้วาดภาพการ์ตูนล้อเลียนเรื่องดังกล่าว และขนานนามท่านเซอร์ว่า “Judge Thumb” (ทั่นตุลาการหัวแม่โป้ง)   แต่ในภายหลังเมื่อมีการศึกษากันอย่างจริงๆจังๆแล้ว ก็ไม่พบหลักฐานเรื่องที่ท่านเซอร์บุลเลอร์ออกกฎดังกล่าว ดังนั้นจึงเชื่อว่าท่านเซอร์ถูกปรักปรำ และมันเป็นแค่เรื่องที่กุขึ้นมา

ตัวอย่าง:
"A good rule of thumb when driving is that you should be about one car length away from the car in front of you.”

    (กฎสามัญสำนึกที่ดีในการขับรถ คือคุณควรจะทิ้งระยะห่างจากรถคันข้างหน้าสัก 1 ช่วงคันรถ)

<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:

Knowing is half the battle

= การรู้ก็เหมือนมีชัยไปกว่าครึ่ง


ที่มา:
คติพจน์
นี้มาจากซีรี่ส์การ์ตูนอมตะของสหรัฐเรื่อง “G.I. Joe” ซึ่งหลังตอนจบของทุกตอนจะมีการสอดแทรกความรู้เพื่อป้องปรามพฤติกรรมเสี่ยงของเด็กๆ และตัวละครตัวหนึ่งจะกล่าวปิดท้ายว่า
: "Now we know!" "And knowing is half the battle." (ตอนนี้เรารู้แล้ว!” “การรู้ก็เหมือนมีชัยไปกว่าครึ่ง)


<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:


Burn the candle at both ends

= หามรุ่งหามค่ำ / นอนดึกตื่นเช้า

= หักโหม / ไม่บันยะบังยัง

= ไม่ยอมหลับยอมนอน

ความหมาย:

-          การโหมงาน ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ทำงานจนดึกดื่นแต่ตื่นเช้าตรู่

-          การเที่ยวเล่นสังสรรค์อย่างหนัก จนไม่ได้พักผ่อนหลับนอน

-          การหักโหมจนเกินกำลังตัวเอง

-          การใช้ชีวิตอย่างไม่บันยะบัง, ไม่ผ่อนปรน   

 
ที่มา
:

ในยุคสมัยที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ เทียนไขถือเป็นสิ่งที่มีคุณประโยชน์และมีค่า   ปกติเวลาใช้เทียนไขเราจะจุดไฟเฉพาะที่ปลายด้านบนด้านเดียว เทียนจะให้แสงสว่างได้นาน   แต่ถ้าใครอุตริไปจุดไฟที่ปลายทั้งสองด้านในคราวเดียว (วิธีนี้จะต้องแขวนหรือตั้งเทียนไว้ในแนวนอน) เทียนก็จะละลายมอดไหม้ดับลงอย่างรวดเร็ว   ฉันใดก็ฉันนั้น ถ้าเราใช้ชีวิตอย่างไม่บันยะบันยัง ไม่รู้จักหลับนอนผ่อนกายา มันก็เหมือนเป็นการจุดเทียนชีวิตที่ปลายทั้งสองด้าน บั่นทอนสุขภาพและอายุขัยของตัวเอง

ความจริง สำนวนนี้มีความหมายดั้งเดิมที่แตกต่างออกไป โดยมีต้นฉบับมาจากสำนวนฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 17 "brusler la chandelle par lex deux bouts" (To burn the candle by the two ends) ซึ่งมีความหมายเปรียบเทียบถึง การผลาญทรัพย์สินเงินทอง, การใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย สุรุ่ยสุร่าย โดย Both Ends ในที่นี้หมายถึง คู่ผัวตัวเมีย/สามีภรรยา นั่นเอง (คุณผัวหน้าใหญ่ คุณเมียมือเติบ)  


ตัวอย่าง:

-          When she was young, she always worked all day, partied all night. She burned the candle at both ends! That’s why she looks much older than her real age.”

(ตอนสาวๆ เธอชอบทำงานทั้งวัน สังสรรค์ทั้งคืน   เธอใช้ชีวิตอย่างไม่บันยะบันยัง เธอถึงได้ดูแก่กว่าอายุจริงเยอะ)

<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:


Strenght in depth

= แกร่งลึก / แกร่งทุกขุมกำลัง / แกร่งทั่วแผ่น

 
ตัวอย่าง:

“Spain showed strength in depth and won Euro 2008.”

(ทีมชาติสเปนสำแดงความแกร่งทุกขุมกำลัง และพิชิตแชมป์ฟุตบอลยูโร 2008)


<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:

สงวนลิขสิทธิ์

ยินดีสำหรับการใช้เพื่อการศึกษาค้นคว้า เพิ่มเติมความรู้
ยินดีถ้าท่านจะ save เก็บไว้อ่านเองที่บ้าน
แต่ไม่ยินดี สำหรับการคัดลอก, ดัดแปลง, ทำซ้ำ
หรือนำไปจัดจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต


สำนวนอังกฤษ (71)



สำนวนอังกฤษ (71) StarStar
Idioms / Phrases / Slangs
 
<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:
 
 
สำนวนที่เกี่ยวกับใบหน้าและอวัยวะใกล้เคียง (3)

 
<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:

>>MOUTH (ปาก)

 
Bad-mouth
 = ว่าร้าย / เม้า / วิพากษ์วิจารณ์ / ใส่ไคล้ / ปากเสีย

EX: "Don’t bad mouth employer."

(อย่าให้ร้ายเจ้านาย)

 
<-: <-; <-:  <-: <-; <-:


All mouth
/ All mouth and no trousers

= ดีแต่ปาก / คุยโว / ขี้โม้ / ราคาคุย

 

นิยาม: การโม้ไว้เยอะ แต่ไม่สามารถทำให้ได้จริง

 

EX: "She always gave promises, but never do it. She is all mouth!"

(เธอชอบให้สัญญา แต่ไม่เคยทำได้สักอย่าง  เธอเป็นพวกดีแต่ปาก!)

 

<-: <-; <-:  <-: <-; <-:


Run your mouth / Run off at the mouth

= พูดมาก / พูดจ้อ / พูดพร่ำเพรื่อ / พล่าม

 

EX: "Stop run off at the mouth! Our class needs contemplation."

(หยุดพล่ามเสียที! ชั้นเรียนเราต้องการสมาธิ)

 

<-: <-; <-:  <-: <-; <-:


Speak with a plum in your mouth / Talk with a plumb in mouth

= พูดจาแบบผู้ดี / สำเนียงผู้ดี / พูดจาภูมิฐาน

 

EX: "He is a real noble, even his accent. He speaks with a plum in his mouth.”

(เค้าเป็นผู้ดีตัวจริง ไม่เว้นแม้แต่สำเนียงการพูด เค้าพูดจาภูมิฐาน)

 
<-: <-; <-:  <-: <-; <-:


Put your money where your mouth is

= อย่าดีแต่พูด / อย่าทำบุญแต่ปาก / อย่าสัญญาลมๆแล้งๆ

 

นิยาม การลงมือกระทำเพื่อสนับสนุนสิ่งที่คุณพูดหรือสิ่งที่คุณเชื่อ ไม่ใช้แค่เพียงลมปาก   โดยเฉพาะในกรณีที่มีการยอมลงเงินเพื่อพิสูจน์ความหมายมั่นตั้งใจของคุณ (ไม่ว่าจะในการพนัน, การทำบุญ, การเดทสาว)

 

EX: "If you really care for poor people, you have to put your money where your mouth is!”

(ถ้าคุณห่วงใยคนจนจริงๆ จงอย่าดีแต่พูดอย่างเดียว!”)

 
<-: <-; <-:  <-: <-; <-:

<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:



>> Others (
อื่นๆ)

On the tip of my tongue

= คำพูดติดอยู่บนปลายลิ้น

 

นิยาม เป็นอาการที่คุณลืมสิ่งที่จะพูดอย่างดื้อๆ อุปมาเหมือนคำพูดไปติดอยู่ที่บนปลายลิ้น (สำนวนไทยคือ คำพูดติดอยู่ที่ริมฝีปาก)

 

EX: “I can’t express my feeling to you. – It’s on the tip of my tongue.”

(ชั้นไม่อาจเอื้อนเอ่ยความรู้สึกที่มีต่อเธอได้ – มันติดอยู่ยนปลายลิ้น)

 
<-: <-; <-:  <-: <-; <-:


Cut your teeth on

= เริ่มเรียนรู้ / เริ่มต้นหาประสบการณ์ / เก็บเกี่ยวประสบการณ์

 

นิยาม การเริ่มต้นหาประสบการณ์ หรือการเริ่มเรียนรู้สิ่งใดในวัยเยาว์

 

EX: “Our owner used to cut his teeth on the small restaurant.”

(เจ้าของร้านเราเคยเริ่มต้นหาประสบการณ์จากภัตตาคารเล็กๆ)

 

<-: <-; <-:  <-: <-; <-:

Teething problems

= ปัญหาในช่วงเริ่มต้น / ปัญหาเบื้องต้น / ปัญหาประเดิมโครงการ

= ปัญหาเล็กๆน้อยๆ / ปัญหาติดขัด

 

นิยาม ปัญหาทั่วไปที่เกิดขึ้นกับโปรเจ็คใหม่ๆ

 

EX: “We are having some teething problems now, but I believe everything will run smoothly soon.”

(ตอนนี้เรามีปัญหาติดๆขัดๆในช่วงแรก แต่ผมเชื่อว่าทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างราบรืนในไม่ช้า )

 

<-: <-; <-:  <-: <-; <-:


Have a cheek

= กล้า / ถือดี / ทะลึ่ง / หน้าไม่อาย

= ยังมีหน้า / บากหน้า

= หมิ่น / หยามน้ำใจ

 

EX: “I couldn’t believe that he had the cheek to come back here again!”

(ชั้นไม่อยากเชื่อว่าเค้ายังมีหน้ากลับมาที่นี่อีก!”)

 

<-: <-; <-:  <-: <-; <-:


A frog in my throat

= ระคายคอ / คันคอ

 

นิยาม มีอาการระคายคอ กระแอมกระไอ อุปมาเหมือนมีกบติดอยู่ในลำคอ

 

EX: "Sorry I can’t stop coughing – I’ve got a frog in my throat."

(ขอโทษที่ชั้นไอไม่หยุดเลย ชั้นมีอาการระคายคอ)

 

<-: <-; <-:  <-: <-; <-:


Stick your neck out

= กล้าเสี่ยง / กล้าทำ

= กล้าฟันธง / กล้าแสดงความเห็น

 

นิยาม การกระทำหรือการแสดงความเห็นอย่างกล้าหาญตรงไปตรงมา และเสี่ยงต่อการถูกวิพากษ์วิจารณ์ เปรียบเหมือนการยื่นคอให้เชือดอย่างไม่กลัวเกรง

 

EX: I’m going to stick my neck out and predict that Obama will win.”

(ชั้นจะขอฟันธงและทำนายไปเลยว่าโอบาม่าจะชนะ)

 

<-: <-; <-:  <-: <-; <-:

<-: <-; <-:  <-: <-; <-: <-: <-; <-:  <-: <-; <-:

 
สงวนลิขสิทธิ์

ยินดีสำหรับการใช้เพื่อการศึกษาค้นคว้า เพิ่มเติมความรู้
ยินดีถ้าท่านจะ save เก็บไว้อ่านเองที่บ้าน
แต่ไม่ยินดี สำหรับการคัดลอก, ดัดแปลง, ทำซ้ำ
หรือนำไปจัดจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต


ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 155 other followers