Just another WordPress.com site

สำนวนอังกฤษ 3 (IDIOM & SLANG)

**เพราะอะไร because ถึงได้เป็นคำแห่งปี 2013 ในอเมริกา?**


THH05

ศัพท์เด็ด ๆ สำนวนโดน ๆ แบบนี้ บ่องตง… หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว นอกจากเล่มนี้

สั่งซื้อคลิกเลย >> สำนวนจัดเต็ม สแลงจัดหนัก

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

 

**เพราะอะไร because ถึงได้เป็นคำแห่งปี 2013 ในอเมริกา?**

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ! ที่อเมริกาจะยกให้คำพื้น ๆ อย่าง because กลายเป็นคำศัพท์แห่งปี 2013 (ขณะที่ทางฝั่งอังกฤษยกให้ ‘selfie’)

ตามธรรมเนียมของทุกปี American Dialect Society (สมาคมภาษาถิ่นอเมริกา) จะทำการคัดเลือกคำศัพท์แห่งปี ซึ่งปีนี้ because สามารถคว้าชัยเหนือสแลงสุดหวือหวาอย่าง selfie และ twerk มาได้

สาเหตุที่เขายกให้ because เป็นคำแห่งปีนั้นก็เพราะมันเป็นการวิวัฒน์ทางภาษาในแง่ของไวยากรณ์ กล่าวคือ ตามรูปแบบเดิม because เป็นคำเชื่อมที่ต้องมี full clause (ประโยคตามหลังที่ทำหน้าที่อธิบายเหตุผล) หรืออีกรูปแบบหนึ่ง ได้แก่ because of พ่วงด้วยนามวลี **แต่ในปัจจุบันตามสื่อ social network เราจะพบได้ว่ามีการนำคำว่า because มาใช้คู่กับคำอีกคำหนึ่งแบบห้วน ๆ อย่างแพร่หลาย** (ซึ่งอีกคำหนึ่งที่ตามท้ายนั้นอาจจะเป็น noun หรือ adj ก็ได้)

เพื่อให้เพื่อน ๆ เห็นภาพ ผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างด้วยประโยคง่าย ๆ นะครับ สมมติผมจะพูดว่า “ผมชอบเธอ เพราะเธอใจดี” เป็นภาษาอังกฤษ
- ตามเดิม ถ้าผมใช้รูปประโยค because + clause ผมจะเขียนว่า ‘I like her because she’s kind.’
- หรือถ้าใช้ because of ผมจะเขียนว่า ‘I like her because of her kindness.’
- แต่ถ้าเป็น because แบบแนว ๆ ผมจะเขียนให้กระชับว่า ‘I like her because kind.’

ปล. หรือความชิคจะมาจากความขี้เกียจ? (เดี๋ยวนี้อย่าว่าแต่คนไทยเลย ยาวไปฝรั่งก็ไม่อ่าน 555)

About these ads

Word of the Year 2013 (UK)


THH05

ศัพท์เด็ด ๆ สำนวนโดน ๆ แบบนี้ บ่องตง… หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว นอกจากเล่มนี้

สั่งซื้อคลิกเลย >> สำนวนจัดเต็ม สแลงจัดหนัก

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

 

Word of the Year 2013 (1)

** SELFIE **

ในรอบปี 2013 ที่ผ่านมานี้ Selfie เป็นคำศัพท์ใหม่ในภาษาอังกฤษที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายที่สุด โดยมีอัตราการใช้คำเพิ่มสูงถึง 17,000 %

Selfie (เซลฟี) หมายถึง การถ่ายรูปตัวเอง ซึ่งที่จริงก็เป็นเรื่องธรรมด๊าธรรมดา มีมานมนาน เพียงแต่ในยุคหลัง ๆ กล้องรุ่นใหม่และสมาร์ทโฟนได้ถูกพัฒนาออกมาให้ผู้ใช้ถ่ายรูปตัวเองได้ง่ายขึ้น ฉะนั้นเราจึงพบรูปถ่ายแบบ selfie นี้ได้อย่างแพร่หลายบนโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ก

selfie3

ด้วยความดังของ selfie ทำให้มีการแตกคำศัพท์เฉพาะกลุ่มออกมา ตัวอย่างเช่น
- helfie (เฮลฟี) การถ่ายรูปทรงผมของตัวเอง
- belfie (เบลฟี) การถ่ายรูปด้านหลัง/แผ่นหลัง
- welfie (เวลฟี) การถ่ายรูปตัวเองตอนออกกำลังกาย
- drelfie (เดรลฟี) การถ่ายรูปตัวเองตอนเมา
- shelfie (เชลฟี) การถ่ายรูปอวดชั้นวางของ

ว่ากันว่า selfie เป็นศัพท์สแลงที่ถือกำเนิดในประเทศออสเตรเลียเมื่อปี 2002 โดยมีเด็กวัยรุ่นถ่ายรูปตัวเองตอนเมาลงกระทู้แล้วนิยามศัพท์ selfie ขึ้นมา และค่อย ๆ เป็นที่รู้จัก ก่อนที่มันจะเพิ่งมาดังกระหึ่มในปี 2012 ด้วยอานิสงส์ของ social network
เกร็ดเล็ก ๆ ที่น่าสนใจก็คือ… selfie เป็นตัวอย่างหนึ่งในภาษาสแลงของ ประเทศออสเตรเลีย ที่มักจะมีการลงท้ายคำด้วย ‘ie’ (อี้) เพื่อแผลงให้คำ ๆ นั้นฟังดูเก๋ไก๋ น่ารัก ตัวอย่างเช่น barbie (บาร์บีคิว), firie (นักดับเพลิง), tinnie (เบียร์กระป๋อง)

———————-

**twerk**

twerk (ทะเวิร์ก) คือการเต้นส่ายสะโพก (หรือที่บ้านเราเรียกกันว่า “เด้ง” / “ร่อน” นั่นแหละครับ) เป็นการเต้นแบบยั่วยวนที่ใช้สะโพกเป็นหลัก (ดูท่าทางโก้งโค้ง ทะลึ่งตึงตัง ประหนึ่งกระบวนท่ากามสูตร – “อุต๊ะ บัดสี!” 555)

miley-twerk

อันที่จริงคำว่า twerk นี้มีมาตั้งแต่ทศวรรษ 1990 แล้ว มันเป็นคำที่เกิดขึ้นในวงการดนตรีเต้นรำของเมืองนิวออร์ลีนส์ที่เรียกว่า bounce music … ตามผับตามปาร์ตี้ เวลาคนดูจะเชียร์ให้แดนเซอร์จัดเต็มโชว์ ทีเด็ด เขาจะส่งเสียงเชียร์กันว่า “Work it!” (เอ้าเด้ง!) ซึ่งมีการสันนิษฐานว่า twerk มาจากการผสมคำระหว่าง work กับ twist นั่นเอง (อีกแนวดนตรีหนึ่งที่น่าจะเป็นต้นตำรับของท่าเต้น twerk นี้ ได้แก่ reggae / dancehall ขอรับ)

ที่จริงในช่วงหลัง ๆ เราสามารถพบเห็นท่าเต้น twerk นี้ได้ใน MV หลาย ๆ เพลงของศิลปินป็อปชื่อดัง แต่คำว่า twerk เริ่มมาดังระบาดตั้งแต่ปี 2013 โดยเฉพาะจากการที่อีนู๋ Miley Cyrus ไปก่อวีรกรรมไว้บนเวที VMA Awardsเมื่อเดือนสิงหาคม ด้วยการวาดลวดลายท่าเต้น twerk สุดโจ๋งครึ่มร่วมกับหนุ่มฮ็อตอย่าง Robin Thicke จนเป็นที่โจษจันไปทั่ว

—————–

ทิ้งท้าย เอาคลิป twerk มาฝากฮะ

เริ่มด้วยคลิป Miley สำแดงเดช Twerk บนเวที VMA
http://www.mtv.com/videos/misc/942064/we-cant-stop-blurred-lines-give-it-2-u-medley.jhtml

เกรียนหนุ่มโชว์ twerk ตามที่สาธารณะ เรียกเสียงฮา
http://www.youtube.com/watch?v=VeC8wAqxrVo#t=24

twerk รุ่นเยาว์ (น่ารัก 555)
http://www.youtube.com/watch?v=VyefW0S1bHE

mv ตัวใหม่ของ lily allen ก็มี twerk ไม่ตกเทรนด์(แดนเซอร์เด้งซะ 555)
http://www.youtube.com/watch?v=E0CazRHB0so


**Put a spin on >> เสกสรรปั้นแต่ง**


THH05

ศัพท์เด็ด ๆ สำนวนโดน ๆ แบบนี้ บ่องตง… หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว นอกจากเล่มนี้

สั่งซื้อคลิกเลย >> สำนวนจัดเต็ม สแลงจัดหนัก

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

 

**Put a spin on >> เสกสรรปั้นแต่ง**

Put a spin on แปลเป็นไทยได้ว่า เสกสรรปั้นแต่ง หรือ ใส่สีตีไข่

ในภาพรวม สำนวนนี้หมายถึง การเล่าเรื่องแบบแต่งเติม บิดเบือน หรือหยิบยกมาแต่เฉพาะข้อมูลด้านดี เพื่อทำให้ผู้ฟัง/ผู้อ่าน คล้อยตามว่ามันเป็นเรื่องจริง (ไม่ได้เล่าความจริงทั้งหมด นำเสนอข้อมูลด้านเดียว ทำนองนั้น)

ที่มาของ put a spin on มาจากการเล่นแทงพูล เวลาที่ลูกไม่ได้อยู่แนวตรงกับหลุม เราก็ต้องอาศัยเทคนิคแทงเข้าชิ่งด้านข้างเพื่อเปลี่ยนทิศทางของลูก (แทงตรง ๆ ไม่ได้ ต้องแทงชิ่ง ๆ ก็เปรียบกับการที่ไม่ได้เล่าข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา แต่อาศัยการบิดเบือนเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ)

ตัวอย่างหนึ่งที่พบได้บ่อยก็คือพวกสื่อบันเทิงทั้งหลายที่ชอบเต้าข่าวดารา เช่น
- ‘Gossip columnists always put a spin on the articles they write.’
(พวกนักเขียนคอลัมน์ซุบซิบชอบใส่สีตีไข่บทความที่พวกเขาเขียนเสมอ)

นอกจากนี้ put a spin on ยังสามารถใช้ในความหมายที่สื่อถึงการดัดแปลง หรือต่อยอดเพิ่มสิ่งใหม่ ๆ เข้าไปในผลงาน ตัวอย่างเช่น
- ‘The director puts a modern spin on the latest screen version of Romeo & Juliet.’
(ผู้กำกับเพิ่มกลิ่นอายของยุคสมัยใหม่เข้าไปในหนังเรื่องโรมีโอ แอนด์ จูเลียต เวอร์ชั่นล่าสุด)


สำนวน **Have a chip on one’s shoulder >> แบกไว้ก็หนัก**


THH05

 

ศัพท์เด็ด ๆ สำนวนโดน ๆ แบบนี้ บ่องตง… หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว นอกจากเล่มนี้

สั่งซื้อคลิกเลย >> สำนวนจัดเต็ม สแลงจัดหนัก

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

 

**Have a chip on one’s shoulder >> แบกไว้ก็หนัก**

สำนวน have a chip on one’s shoulder หมายถึง เจ็บแค้น คับข้องใจ หรือผูกใจเจ็บ เนื่องจากเขาเคยผ่านประสบการณ์เลวร้าย หรือได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมมาก่อน (หรืออาจจะแปลว่า เก็บกด, มีปมด้อย, ขี้โมโห หรือแม้แต่ มีเพลิงแค้นสุมอก ก็ได้)

เราจะใช้ have a chip on shoulder (มีเศษไม้อยู่บนไหล่) กับคนที่ดูขึ้งโกรธตลอดเวลา หรือผู้ที่มีความคับข้องใจและพร้อมจะมีเรื่องได้ทุกเมื่อ

ที่มาของสำนวนนี้มาจากการท้าตีท้าต่อยของหนุ่ม ๆ มะกันสมัยก่อน (ราว ๆ คริสต์ศตวรรษที่ 19) พ่อหนุ่มที่มีน้ำโหจะนำเศษไม้มาวางไว้บนไหล่ของตนเพื่อส่งสาส์นท้ารบ ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งปัดเศษไม้นั้นลงไป นั่นก็หมายความว่าเขารับคำท้าและพร้อมเปิดฉากดวล

ตัวอย่างเช่น
- ‘He had a tough time growing up, so he’s got a chip on his shoulder.’

(เขาเติบโตมาอย่างยากลำบาก เขาก็เลยมีปมฝังใจ)


**สำนวน Like pulling teeth >> ยากเหมือนตอนถอนฟัน!**


THH05

ศัพท์เด็ด ๆ สำนวนโดน ๆ แบบนี้ บ่องตง… หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว นอกจากเล่มนี้

สั่งซื้อคลิกเลย >> สำนวนจัดเต็ม สแลงจัดหนัก

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

 

**Like pulling teeth >> ยากเหมือนตอนถอนฟัน!**

Like pulling teeth (เหมือนตอนถอนฟัน) แปลว่า ยากสุด ๆ , ลำบากยากเย็น สำนวนนี้สื่อถึงอารมณ์คาดคั้น มักจะใช้ในกรณีที่เราขอความร่วมมือแต่อีกฝ่ายดื้อแพ่ง ไม่เต็มใจให้ความร่วมมือ หรือการเค้นข้อมูล (กว่า จะปริปากได้แสนยากเย็น) รวมทั้งการหว่านล้อมให้คนอื่น ๆ เห็นด้วยกับเรา (ตรงนี้อาจจะใกล้เคียงกับสำนวนไทย “เหมือนชักแม่น้ำทั้งห้า”)

>ตัวอย่างเช่น>
‘Sometimes, getting everyone on the same page is easy. Other times, it’s like pulling teeth.’ (บางครั้งการทำให้ทุกคนเห็นพ้องต้องกันนั้นเป็นเรื่องง่าย แต่บางคราวมันก็ช่างยากเย็นแสนเข็ญ)


**Step on your toes >> เหยียบเท้า (เดี๋ยวก็สวยหรอก)**


THH05

ศัพท์เด็ด ๆ สำนวนโดน ๆ แบบนี้ บ่องตง… หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว นอกจากเล่มนี้

สั่งซื้อคลิกเลย >> สำนวนจัดเต็ม สแลงจัดหนัก

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

**Step on your toes >> เหยียบเท้า (เดี๋ยวก็สวยหรอก)**

สำนวน Step on someone’s toes และ thread on someone’s toes ที่แปลตรงตัวว่าเหยียบเท้านั้น มีความหมายหลัก ๆ ได้แก่
- ขัดใจ / สร้างความขุ่นเคืองใจ
- ก้าวก่าย / ล้ำเส้น

ฝรั่งเขาอุปมากับตอนที่เราโดนเหยียบนิ้วเท้านั่นแหละครับ อวัยวะเบื้องล่างที่เล็กและเปราะบางนี้เมื่อโดนเหยียบย่ำแบบจัง ๆ ก็คงจะทำให้คนที่ถูกเหยียบเจ็บจี๊ด ร้องจ๊าก และเสียศูนย์ได้

ตัวอย่างเช่น
– ‘Employees who step on toes can cause huge headaches for their supervisors and the employees who must work with them.’ (ลูกจ้างที่ชอบล้ำเส้นอาจสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับหัวหน้าและลูกจ้างที่ต้องทำงานกับพวกเขา)


Lily Allen คัฟเวอร์เพลง ‘Somewhere Only We Know’


THH05

ศัพท์เด็ด ๆ สำนวนโดน ๆ แบบนี้ บ่องตง… หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว นอกจากเล่มนี้

สั่งซื้อคลิกเลย >> สำนวนจัดเต็ม สแลงจัดหนัก

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

 

Lily Allen คัฟเวอร์เพลง ‘Somewhere Only We Know’

อันดับ 1 UK Chart อาทิตย์นี้ เพลง ‘Somewhere only we know’ เป็นเพลงที่สาว Lily Allen นำมาคัฟเวอร์ใหม่ จากผลงานต้นฉบับของวง Keane นะครับ

เพลงนี้เป็น soundtrack ของแอนิเมชั่นโฆษณารับเทศกาลคริสต์มาสของห้างแห่งหนึ่งในประเทศอังกฤษ

ลิ้งนี้สำหรับเพื่อนที่อยากได้เพลงเวอร์ชั่นเต็มครับ
http://www.youtube.com/watch?v=Ve9cBwI-pAg

 

——————

 

เชื่อว่าเพลง ๆ นี้ น่าจะเป็นเพลงที่อยู่ในใจใครหลายคน
‘Somewhere only we know’ (ที่ที่มีแต่เรารู้จัก)

มันเป็นบทเพลงที่มีเนื้อหา nostalgic โหยหาอดีต ความทรงจำที่งดงาม เป็นบทเพลงที่ตีความได้กว้างมาก เมื่อฟังเพลงนี้เราอาจจะนึกถึงช่วงเวลาในวัยเยาว์, คนรักเก่า, หรือแม้แต่การหลบหนีจากโลกความจริงที่แสนโหดร้าย

เพลงนี้แต่งเนื้อร้องโดย Tim มือเปียโนของวง Keane เขากล่าวย่อ ๆ ว่า “มันเป็นการดึงพลังออกมาจากสถานที่หรือประสบการณ์ที่คุณเคยร่วมแบ่งปันกับ ใครสักคน มันเป็นไอเดียที่ใครหลายคนเข้าถึงได้”

ส่วนมือกลอง Richard กล่าวว่า “มันเป็นเพลงที่พูดถึงสถานที่เฉพาะเจาะจง อาจจะเป็นสถานที่ที่จับต้องได้ หรือแม้แต่ห้วงคำนึง มันอาจจะมีความหมายพิเศษสำหรับแต่ละคน และพวกเขาสามารถตีความบทเพลงนี้ไปตามความทรงจำของพวกเขา มันเป็นเรื่องราวของความรู้สึกที่เป็นสากล ไม่จำเป็นจะต้องจำเพาะเจาะจงกับบุคคลใด, สถานที่ใด, หรือช่วงเวลาใดเท่านั้น…”

 

—————————-

 

เรียนศัพท์/สำนวน นิด ๆ หน่อย ๆ จากเพลง Somewhere only we know จ๊ะ

- ประโยค I knew the pathway like the back of my hand (ฉันรู้จักเส้นทางดีราวกับพลิกฝ่ามือ)
สำนวน know like the back of your hand หมายถึง รู้จักมักคุ้น, รู้อย่างละเอียดภี่ถ้วน

- I need something to rely on (ฉันต้องการสิ่งยึดเหนี่ยว)
ในประโยคนี้เขาอาจหมายถึง ที่พึ่งทางใจ สิ่งที่จะทำให้เขา rely on = พึ่งพา, เชื่อใจ, ฝากความหวังได้

- มีคนกล่าวไว้ว่า เนื้อเพลงนี้น่าจะเป็นการอธิบายความหมายของคำโปรตุเกส Saudade (ซอดาดี) ที่หมายถึง อารมณ์โหยหาอดีต, การคำนึงถึงผู้ที่จากหายไป หรือสิ่งที่ขาดหายไปในชีวิต


**Get the most out of it = เอาให้คุ้ม (จัดให้เต็มแม็กซ์!)**


THH05

ศัพท์เด็ด ๆ สำนวนโดน ๆ แบบนี้ บ่องตง… หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว นอกจากเล่มนี้

สั่งซื้อคลิกเลย >> สำนวนจัดเต็ม สแลงจัดหนัก

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

**Get the most out of it >> เอาให้คุ้ม (จัดให้เต็มแม็กซ์!)**


get the most out of it แปลว่า ทำให้เต็มที่, ใช้ให้คุ้ม, เค้นศักยภาพ มันเป็นสำนวนที่ถูกนำมาใช้ในหลาย ๆ กรณี ตัวอย่างเช่นการใช้สิ่งของให้คุ้มค่าที่สุด ให้ได้อรรถประโยชน์สูงสุด
- ‘Getting the most out of your new smartphone.’
(ใช้ประโยชน์จากสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ของคุณให้คุ้มค่าที่สุด)

หรือใช้สำนวนนี้กับการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้คุ้ม ใช้เวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เต็มอิ่ม (ไม่ว่าจะเป็นเวลาเที่ยวพักผ่อน หรือเวลาพิเศษกับคนสำคัญ)
- ‘They spent all day on the beach to get the most out of their vacation.’
(พวกเขาใช้เวลาทั้งวันบนชายหาดเพื่อใช้วันหยุดพักผ่อนให้เต็มอิ่ม)

สำนวนที่มีความหมายคล้ายคลึงกันได้แก่ make the most of ตัวอย่างเช่น
- Steven Gerrard said: “It does scare me to be in the final stages but I also just want to make the most of it.”
(สตีเวน เจอร์ราร์ด กล่าวว่า “ผมรู้สึกใจหายเหมือนกันเมื่อได้มาอยู่ในช่วงปลายชีวิตค้าแข้งแต่ผมเองก็อยากทำผลงานให้เต็มที่ที่สุดก่อนทิ้งทวน”)


เพลง The Monster ของ Eminem


THH05

ศัพท์เด็ด ๆ สำนวนโดน ๆ แบบนี้ บ่องตง… หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว นอกจากเล่มนี้

สั่งซื้อคลิกเลย >> สำนวนจัดเต็ม สแลงจัดหนัก

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

 

Eminem ควงคู่ Rihanna คว้าแชมป์เพลงอังกฤษ

600_1382638378_b62e3ffd4f810317bf1280e60379d355

 

Eminem >> นำเพลงใหม่ ‘The Monster’ คว้าอันดับ 1 ในชาร์ตเพลง UK

ในเพลง The Monster นี้เป็นการทำเพลงร่วมกันของ Eminem และ Rihanna ครั้งที่ 2 ถัดจาก ‘Love The Way You Lie’ (ติดอันดับ 2 ในปี 2010)

และเพลงดังกล่าวก็ทำให้ Rihanna สร้างสถิติเป็นศิลปิน 1 ใน 3 ที่มีเพลงติดอันดับ 1 จำนวน 7 เพลงในเวลา 7 ปี (ถัดจาก The Beatles และ Elvis Presley)

เนื้อหาของเพลงนี้พูดถึงการต่อสู้กับอัตตา (หรือ ego) ของตัว Eminem นั่นเองครับ เป็นการระบายอารมณ์เกี่ยวกับชีวิตวงการ ชื่อเสียง ความกดดันที่ถาโถมเข้ามา และการยอมรับในความเปลี่ยนแปลง

สำหรับอัลบั้มใหม่ของ Eminem นี้จะใช้ชื่อว่า The Marshall Mathers LP 2 (ซึ่งจะว่าไปก็เหมือนการขึ้นต้นบทชีวิตบทใหม่ของ Eminem นั่นเองฮะ)

————–

**ศัพท์/สำนวนจากเพลง The Monster (EMINEM feat. Rihanna)**

ตามสไตล์เพลง hip-hop เพลงนี้มีศัพท์แสง/สแลงเยอะมากทีเดียวฮะ นายเบอทจะหยิบยกส่วนหนึ่งมาบอกต่อ…

- stop holding your breath
>> แผลงมาจากสำนวน don’t hold your breath (แปลทำนองว่า อย่าเสียเวลาเลย, ฝันไปเถอะ)

- For wanting my cake, and eat it too, and wanting it both ways
>> แผลงมาจากสำนวน have your cake and eat it (แปลว่า จับปลาสองมือ, เหยียบเรือสองแคม)

- ตรงท่อนนี้แปลยากหน่อย แต่น่าสนใจดีฮะ
Eminem เขาบอกว่า…
- ‘Cause all I wanted to do is be the Bruce Lee of loose leaf / Abused ink, used it as a tool when I blew steam’
(ก็คือเขาพูดทำนองว่า เขาอยากเป็นเหมือน บรู๊ซ ลี แห่งวงการนักเขียน(เพลงฮิปฮ็อป) และสะบัดน้ำหมึก(ปากกา) ใช้มันเป็นเครื่องมือระบายอารมณ์

- blow steam
>> มาจากสำนวน blow off steam แปลว่า ระบายอารมณ์

- going cuckoo and kooky… แปลว่า รั่ว / ป่วน / หลุดโลก

- But until then drums get killed
>> ตรงนี้มีความหมายเหมือนกับ until the beat finally ends (เมื่อท่วงทำนองจบลง)


**Cut a break / Cut some slack >> หยวนหน่อยน่า**


THH05

ศัพท์เด็ด ๆ สำนวนโดน ๆ แบบนี้ บ่องตง… หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว นอกจากเล่มนี้

สั่งซื้อคลิกเลย >> สำนวนจัดเต็ม สแลงจัดหนัก

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

 

**Cut a break / Cut some slack >> หยวนหน่อยน่า**

Cut someone some slack หรือ cut someone a break หมายถึง โอนอ่อนผ่อนปรน, ลดราวาศอก, อนุโลม, ให้โอกาส, ผ่อนผัน (ถ้าแปลความแบบภาษาพูดก็คือ… เห็นใจกันหน่อย, หยวน ๆ หน่อย, ปรานีกันบ้าง, อย่าบีบคั้น)

สำนวนนี้พบได้บ่อย ๆ ในสถานการณ์ที่ผู้พูดร้องขอความเห็นอกเห็นใจให้กับอีกฝ่ายหนึ่งที่ถูกตำหนิ ถูกไล่บี้ เพราะเขาอาจทำผิดโดยไม่ได้ตั้งใจหรือมีเหตุจำเป็นบางอย่าง
ตัวอย่างเช่น >>
- ‘Cut him some slack, he’s just doing his job.’
(ให้โอกาสเขาหน่อย เขาเพิ่งจะเริ่มทำงานเอง)

หรือใช้สำนวนนี้ในการขอผ่อนผัน ขอผัดชำระเงิน ขอโอกาสแก้ตัว
ตัวอย่างเช่น >>
- ‘Cut me a break and I’ll pay you back in few months.’
(ผ่อนผันให้หน่อยเถอะ แล้วฉันจะคืนเงินให้ภายในสองสามเดือนนี้)

สำนวนอื่น ๆ ที่มีความหมายใกล้เคียงกัน ได้แก่ give a break และ go easy on สำหรับที่มาของ cut some slack นั้น บ้างเปรียบเทียบกับยามที่เราโดนจับมัดเชือกไว้แน่น เมื่อเราอึดอัดเราก็จะร้องขอให้ผู้คุมช่วยคลายเชือกให้หน่อย “Cut me some slack!” (slack แปลว่า หย่อน, คลาย)

ปล. สำหรับสำนวน ‘Give me a break!’ ที่ใช้กันบ่อย ๆ นั้นอาจแปลได้ทำนองว่า ขอทีเถอะ, ขอเวลาตั้งตัวหน่อย, ให้โอกาสฉันหน่อยเถอะ


***เรื่องเก่าเล่าใหม่ ‘suck my balls’ สแลงชวนสะดุ้ง!***


THH05

 

ศัพท์เด็ด ๆ สำนวนโดน ๆ แบบนี้ บ่องตง… หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว นอกจากเล่มนี้

สั่งซื้อคลิกเลย >> สำนวนจัดเต็ม สแลงจัดหนัก

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

 

***เรื่องเก่าเล่าใหม่ ‘suck my balls’ สแลงชวนสะดุ้ง!***

เมื่อเดือนสองเดือนก่อน เชื่อว่าหลายคนคงจะเคยผ่านตาโฆษณาชาไข่มุกในบ้านเราที่ใช้สโลแกนหวือหวา อย่าง ‘I’m bubble tea – suck my balls.’ จนกลายเป็น talk of the town มาแล้ว…

หลายคนวิพากษ์ว่า “คนทำโง่บัดซบ!” แต่อันที่จริงแล้วเขาไม่ได้โง่หรอกจ้า เขาไปก็อปมุกฝรั่งมาเลยต่างหาก! 555 เพราะสำหรับ suck my balls ในบริบทนี้เมื่อนำมาใช้กับชาไข่มุก (“ดูดไข่มุกของฉันสิ!”) มันให้อารมณ์ขันแบบทีเล่นทีจริง (ออกแนวสัปดี้สัปดน อ่านแล้วอมยิ้ม ฟังแล้วจั๊กกะเดี๊ยม ประมาณนั้นแหละ)

แต่อย่างที่หลายคนคงจะทราบกันไปแล้ว suck my balls นี้มันเป็น vulgar slang เป็นคำหยาบแบบลามกที่ไม่ควรนำมาใช้ในกรณีปกติ เช่นเดียวกับ kiss my ass และอีกหลาย ๆ คำ (สแลงทั้ง 2 ตัวนี้ไม่ได้สื่อความหมายแบบตรงตัวเสมอไป บ่อยครั้งมันเป็นคำพูดที่ถูกใช้เพื่อการยั่วยุ ท้าทาย หรือแสดงอำนาจเหนือ … ว่าแต่ ฝรั่งพวกนี้นี่เดี๋ยวก็ชวนเจี๊ยะไข่ ชวนกินตูดไก่ เอ๊ะ อัลไลกัน!?! 5555)

สิ่งสำคัญคือเราต้องใช้ภาษาให้ถูกกาลเทศะครับ (สแลงติดเรทพวกนี้มันเป็นภาษาถนน ถ้าไม่ชัวร์หรือไม่สนิทกันก็ไม่ควรนำมาใช้เด็ดขาดครับ … หรือรู้เอาไว้เพื่อให้รู้ทัน เผื่อเวลาเจอฝรั่งเกรียน ๆ หรือฝรั่งหื่น ๆ พูดใส่ หรือเผื่อไปเจอมันในหนังในเพลงขึ้นมา จะได้เก็ท) ตัวอย่างหนึ่งที่เป็นอุทาหรณ์ได้ดีก็คือ… ในเมืองบุชวิค ประเทศสหรัฐ นายอาบริว ผู้ช่วยครูใหญ่วัย 43 ปีเอ่ยคำว่า suck my balls กับลูกศิษย์สาววัย 15 ปี แล้วพอเรื่องแดงขึ้นมานายอาบริวก็ถูกสอบสวนนานเป็นปีด้วยข้อหาล่วงละเมิดทาง เพศ (ในบริบทนี้ชัดเจนว่า suck my balls เป็นวาจาส่อเสียดทางเพศ และจากผลการสืบสวนพบว่านายอาบริวประพฤติมิชอบทางเพศ เขาเคยแทะโลมนักเรียนสาวมาแล้วอย่างน้อย 3 คน)

>> ทีนี้เราย้อนกลับมาดูศัพท์แสงเกี่ยวกับ “ชาไข่มุก” กันดีกว่านะครับ…
- ชานมไข่มุก = bubble tea / boba tea / pearl milk tea
- ไข่มุก ใช้คำว่า pearl (เพิร์ล) / หรือ tapioca pearl (ทาพิโอคา เพิร์ล) / หรือ boba (โบบา) / รวมทั้ง ball (บอล)
- สำหรับกริยาในการกินไข่มุกนั้นเราใช้คำต่าง ๆ เช่น ดูด = suck / ดูดขึ้นมา = suck up / เคี้ยว = chew / กลืน = swallow / หรือใช้คำง่าย ๆ ว่า…กิน = eat ซะเลย

ถ้าจะพูดว่าดูด/กินไข่มุกแบบไม่ติดเรท เราอาจจะพูดว่า…
- ‘I suck up the tapioca pearl through a large straw.’ (ฉันดูดไข่มุกขึ้นมาผ่านทางหลอดใหญ่)
- ‘I like to drink the tea and eat the pearls at the end.’ (ฉันชอบดื่มชาแล้วกินไข่มุกตบท้าย)


**Chasing your tail – ยุ่งเหมือนหมาไล่งับหางตัวเอง**


หนังสือ IDIOM & SLANG เล่ม 2 (สำนวนสนุก สแลงสนาน) มีวางจำหน่ายตามร้านหนังสือทั่วไปแล้วนะครับ

เช่น ซีเอ็ด / B2S / ศูนย์หนังสือจุฬา / Double A Book Tower / นายอินทร์ / แพร่พิทยา / Kinokuniya

เพื่อนๆสามารถแวะไปชมและอุดหนุนกันได้นะครับ

(หรือสั่งซื้อโดยตรงกับ สนพ.ปัญญาชน)

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

 

**Chasing your tail – ยุ่งเหมือนหมาไล่งับหางตัวเอง**

สำนวน Chasing your tail หมายถึง การสาละวนกับการทำงาน ทำนู่นทำนี่ไม่หยุด แต่ผลงานไม่กระเตื้อง ไม่มีความคืบหน้า (ฝรั่งเขาเปรียบเปรยกับตอนที่สุนัขวิ่งไล่งับหางตัวเอง แต่งับเท่าไหร่ก็งับไม่โดนเสียที มันเป็นการเปลืองแรง เสียเวลาเปล่า)

สำหรับคำแปลไทยของ chasing your tail อาจจะแปลได้ว่า สาละวน, ยุ่งจนหัวปั่น, วิ่งวุ่น, งมโข่ง, หรือแม้แต่ “พายเรือในอ่าง” (ที่สะท้อนถึงการย้ำคิดย้ำทำ ไปไม่ถึงไหน) และ “เกาไม่ถูกที่คัน” (ทำงานสะเปะสะปะ แก้ปัญหาไม่ถูกจุด) เป็นต้น

ตัวอย่างเช่น
- ‘Romney says Obama is ‘like a dog chasing its tail’ over economy.’
(รอมนีย์ติงโอบามาเกาไม่ถูกที่คันในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ)

นอกจากนี้นายเบอทขอหยิบยกสำนวนอื่น ๆ ที่มีความหมายใกล้เคียงกันมาแนะนำด้วยครับ ได้แก่
-> Run around like a headless chicken (วิ่งพล่านเหมือนไก่โดนเชือด)
-> Chase your own shadow (วิ่งไล่ตามเงาตัวเอง)
-> Run around in circles (วิ่งอยู่ในวงกลม, วิ่งเป็นวงกลม)


**More power to your elbow >> ศอกดีมีชัยไปกว่าครึ่ง?**


English_Jokes____4dd7cf4419c53

เพื่อน ๆ สามารถหาซื้อหนังสือ “ชำแหละสำนวนอังกฤษ” (IDIOM & SLANG เล่ม 1) พิมพ์ครั้งที่สอง ได้ตามร้านหนังสือทั่วไป

ในเล่มอัดแน่นไปด้วยสำนวนที่ใช้ได้จริง พร้อมด้วยเนื้อหาพิเศษ Cockney Slang และ Hip-Hop Slang ที่หาไม่ได้จากเล่มไหน ๆ

หรือต้องการสั่งซื้อ online คลิกเลย >> สำนักพิมพ์ปัญญาชน

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

 

**More power to your elbow >> ศอกดีมีชัยไปกว่าครึ่ง?**

ในภาษาอังกฤษคำพูดให้กำลังใจคนนอกเหนือจากคำว่า Well done หรือ Good luck แล้ว ยังมีอีกสำนวนหนึ่งที่น่าสนใจคือ ‘More power to your elbow’ หรือ ‘More power to you’

More power to your elbow นี้ถ้าแปลเป็นไทยก็จะได้ประมาณว่า ดีแล้ว / ยอดเยี่ยม / ขอให้โชคดี / พยายามเข้านะ / ขอให้สำเร็จ / ทำให้เต็มที่ ฯลฯ (ใช้ได้ในโอกาสต่าง ๆ เช่น ชมเชย, ให้กำลังใจ, หรือแม้แต่เหน็บแนม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบริบทในการสนทนาด้วยครับ)

ตัวอย่างเช่น
A: ‘I’ve decided to leave my job to pursue further education.’ (ฉันตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อไปเรียนต่อตามที่ตั้งใจไว้)
B: ‘More power to you!’ (ดีแล้ว ขอให้โชคดี)

ว่ากันว่าสำนวน More power to your elbow นี้มีต้นกำเนิดในประเทศไอร์แลนด์ โดยชาวไอริชจะกล่าวคำนี้เพื่อแสดงความชื่นชมให้กับนักดนตรีที่เล่นได้อย่างยอดเยี่ยมหรือฝากผลงานที่น่าประทับใจเอาไว้ (ที่มาที่ไปของสำนวนนี้ไม่มีหลักฐานยืนยันอย่างแน่ชัดครับ แต่ผมสันนิษฐานว่าเนื่องจากนักดนตรีไม่ว่าจะเล่นกีตาร์, ไวโอลิน, เปียโน, ตีกลอง ฯลฯ ข้อศอกถือเป็นหนึ่งในอวัยวะหากินเลย จะเล่นดนตรีให้ดีและต่อเนื่องนั้นต้องมีข้อศอกที่แข็งแรง ก็ว่ากันไป

ปล. อีกหนึ่งวลีฮิตที่ผมนึกขึ้นมาก็คือ ‘May the force be with you.’ จากหนังเรื่อง Star Wars นั่นแหละครับ


‘Lean in’ ก้าวที่กล้า / ทบทวนย่างก้าวของสตรียุคใหม่


THH05

ศัพท์เด็ด ๆ สำนวนโดน ๆ แบบนี้ บ่องตง… หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว นอกจากเล่มนี้

สั่งซื้อคลิกเลย >> สำนวนจัดเต็ม สแลงจัดหนัก

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

‘Lean in’ ก้าวที่กล้า / ทบทวนย่างก้าวของสตรียุคใหม่

ในปี 2013 นี้มีสำนวนหนึ่งที่สร้างแรงบันดาลใจและเป็นที่ถกเถียงในวงกว้าง นั้นคือ LEAN IN ซึ่งผู้เขียนคิดว่าถ้าจะให้สรุปคำแปลสั้น ๆ ที่ได้ใจความที่สุดของ lean in ก็คือ [กล้าเผชิญ] หรือ [ฝ่าฟันอุปสรรค]

ก่อนอื่นต้องขอเกริ่นก่อนว่า LEAN IN เป็นผลงานหนังสือแนวเฟมินิสต์ของ เชอรีล แซนด์เบิร์ก ผู้บริหารหญิงไฟแรง ซีโอโอคนดังของบริษัท Facebook (หนังสือเล่มนี้มีชื่อเต็มว่า LEAN IN – Women, Work, And The Will To Lead หรือ “เผชิญความท้าทาย – สตรี, หน้าที่การงาน และปณิธานในการเป็นผู้นำ”) ซึ่งหัวใจหลักของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่การกระตุ้นผู้หญิงให้ไล่ตามความฝัน และให้พวกเธอลองเปลี่ยนหัวข้อสนทนาจากเราทำอะไรไม่ได้บ้าง-มาเป็น-เราทำอะไรได้บ้าง

leanIn

กลับมาเข้าเรื่องสำนวนภาษาของเราดีกว่า คำว่า lean in นี้เป็นสำนวนที่ได้รับอิทธิพลมาจากกีฬาบางชนิด อาทิ กีฬาทางน้ำอย่างโต้คลื่น หรือการพายเรือคายัค … lean in หรือ lean into ก็คืออากัปกิริยาของผู้เล่นที่โน้มตัวไปข้างหน้า (lean into the wave) เผชิญหน้ากับคลื่นที่ซัดสาดเข้ามา หรือในกีฬาทั่ว ๆ ไปอย่างเช่น บาสเก็ตบอล หรือฟุตบอล ฝ่ายรุกจะ lean in โน้มตัวไปข้างหน้าและพาบอลฝ่าคู่ต่อสู้เข้าไปทำประตู

ฉะนั้น lean in จึงสื่อความหมายถึง การต่อสู้ฝ่าฟัน เผชิญความท้าทาย พร้อมรับความเสี่ยง มุ่งสู่ฝัน ก้าวไปด้วยใจมุ่งมั่น

ขณะที่คำตรงข้ามอย่าง lean back นั้นจะสื่อความหมายถึง การท้อถอย จำยอม ถอดใจ ปล่อยวาง ละทิ้งความฝัน

สำหรับเนื้อหาปลีกย่อยของหนังสือ LEAN IN นั้นมีรายละเอียดยุบยับเลยทีเดียว… ผู้เขียนขอสรุปคร่าว ๆ ว่ามันเป็นหนังสือที่พูดถึงบทบาทของสตรีกับอาชีพการงาน และการสร้างสมดุลระหว่างชีวิตครอบครัวกับชีวิตการทำงาน ซึ่งตามวิถีปฏิบัติเดิม ๆ เมื่อผู้หญิงมีครอบครัวแล้ว พวกเธอก็ต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิตบนทางเลือกระหว่าง ‘lean in (สู้)’ หรือ ‘lean back (ถอย)’ ซึ่งสาว ๆ ส่วนใหญ่ก็มักจะเลือกทางเลือกอย่างหลัง ยอมละทิ้งความฝันเพื่ออุทิศตนให้กับการดูแลลูก ๆ และครอบครัว ในขณะที่ working woman อย่างเชอรีลนั้นได้กระตุ้นให้ผู้หญิงฮึดสู้ ไม่ยอมละทิ้งความฝันง่าย ๆ และให้ปรับทัศนคติหันมาคิดบวก ไม่ปฏิเสธโอกาสทางการงาน อีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญก็คือ เชอรีลพูดถึง “การเปิดอกพูดคุย” ทั้งในชีวิตคู่และในที่ทำงานเพื่อสร้างความเข้าใจและสร้างความเปลี่ยนแปลง (เผชิญหน้ากับปัญหา ไม่ใช่เก็บงำปัญหา) และสิ่งสำคัญก็คือการร่วมไม้ร่วมมือกันของสตรีเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย และมุ่งสู่สังคมแห่งความเท่าเทียม (แต่กระนั้นก็มีผู้หญิงด้วยกันเองแสดงความเห็นโต้แย้งหนังสือ LEAN IN ของ เชอรีลมากพอสมควร บ้างก็ว่าเธออยู่ในจุดที่พรั่งพร้อมจึงสามารถทำแบบนี้ได้ บ้างแย้งว่าชีวิตจริงของผู้หญิงเก่งที่กระหายความสำเร็จมักจะเก็บงำปัญหา ครอบครัวเอาไว้ ลูก ๆ โตมาไม่ได้รับความอบอุ่นเท่าที่ควร และบ้างก็โต้เถียงในประเด็นเกี่ยวกับเฟมินิสต์ ก็ว่ากันไป เอาเป็นว่าเพื่อน ๆ ท่านใดที่สนใจ กรุณาไปหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านเพิ่มเติมกันเอาเองละกันจ้า)

———————–

สำหรับเพื่อน ๆ ที่สนใจประวัติหรือแนวคิดของ เชอรีล แซนด์เบิร์ก ผู้เขียนได้คัดเลือก link มาให้ส่วนหนึ่งนะครับ ตามไปอ่านดูกันได้เลย

http://www.siamintelligence.com/sheryl-sandberg-women-at-work/

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1369460916&grpid=01&catid=01

http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9550000023589

ส่วนเว็บนี้เป็นแคมเปญของเชอรีลที่ต่อยอดมาจากหนังสือ LEAN IN ครับ

http://leanin.org/


สุภาษิตมาลากาซี


THH05

ศัพท์เด็ด ๆ สำนวนโดน ๆ แบบนี้ บ่องตง… หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว นอกจากเล่มนี้

สั่งซื้อคลิกเลย >> สำนวนจัดเต็ม สแลงจัดหนัก

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

 

สุภาษิตมาลากาซี

ไม่กี่เดือนก่อนได้แปลรายการแนวผจญภัย มีตอนหนึ่งพระเอกเขาไปผจญภัยที่เกาะมาดากัสการ์ครับ ประเทศนี้นอกจากจะอุดมไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพและตำนานเล่าขานแล้ว ชาวมาลากาซี(ชาวเกาะมาดากัสการ์) ยังเป็นกลุ่มชนที่ชอบแต่งสุภาษิตคำพังเพยเอาไว้มากมาย

นายเบอทขอยกส่วนหนึ่งมาเป็นตัวอย่างนะครับ

- ‘It is better to refuse than to accept and not to go.’
(การบอกปฏิเสธดีกว่าตอบตกลงแล้วไม่ยอมไป)

- ‘In a hurry without making haste is like the little steps of a sheep.’
(ในยามเร่งด่วนถ้ายังไม่ยอมรีบเร่งก็เหมือนกับแกะเดินอ้อยอิ่ง)

- ‘One tree does not make a forest.’
(ต้นไม้ต้นเดียวไม่อาจสร้างผืนป่าได้)

- ‘Nothing is so full of victory as patience.’
(ไม่มีชัยชนะใดที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่าความอดทน)

- ‘The night brings wisdom.’
(ความมืดมนนำมาซึ่งสติปัญญา)

- ‘The earth is God’s bride, she feeds the living and cherishes the dead.’
(โลกคือภริยาของพระเจ้า นางเลี้ยงดูคนเป็นและอุ้มชูคนตาย)

- ‘Better to go on and be killed than to draw back and be burnt.’
(เดินหน้าต่อแล้วถูกฆ่าตายดีกว่าล่าถอยแล้วถูกเผาวอดวาย)

- ‘Without a forest, there would be no more water, without water, there would be no more rice.’
ถ้าขาดป่าไป มันก็จะไม่มีน้ำ แล้วถ้าขาดน้ำ มันก็จะไม่มีข้าวให้เรากิน

- ‘Life is a shadow in a mist; it passes quickly by, and it is no more.’
(ชีวิตก็เหมือนดั่งเงาหมอก มันผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วแล้วเลือนหาย)

- ‘There is nothing difficult which diligence cannot accomplish.’
(ไม่มีเรื่องยากเย็นใด ๆ ที่ความเพียรพยายามจะเอาชนะไม่ได้)

——————–

ใครที่สนใจ ตามไปดูต่อได้ในลิ้งนี้นะฮะ ชาวมาลากาซีเขามีสุภาษิตเยอะเป็นร้อยเลยแหละ

http://www.special-dictionary.com/proverbs/source/m/malagasy_proverb/

 


**สำนวน You scratch my back and I’ll scratch yours**


THH05

ศัพท์เด็ด ๆ สำนวนโดน ๆ แบบนี้ บ่องตง… หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว นอกจากเล่มนี้

สั่งซื้อคลิกเลย >> สำนวนจัดเต็ม สแลงจัดหนัก

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

 

**You scratch my back and I’ll scratch yours**

= หมูไปไก่มา / ยื่นหมูยื่นแมว

= มิตรจิตมิตรใจ / ถ้อยทีถ้อยอาศัย / ช่วยเหลือเกื้อกูล

ความหมายและที่มา:
You scratch my back and I’ll scratch yours (เธอช่วยเกาหลังให้ฉัน แล้วฉันจะเกาหลังคืนให้เธอ) หมายถึง การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ต่างตอบแทนกัน

ในแง่ดีมันเป็นความสัมพันธ์แบบ win-win ถ้อยทีถ้อยอาศัย ได้ประโยชน์กันทั้ง 2 ฝ่าย แต่ในแง่ลบบางครั้งมันก็เป็นลักษณะของการต่อรองแบบ “ยื่นหมูยื่นแมว” โน้มน้าวอีกฝ่ายด้วยข้อเสนอแลกเปลี่ยน หรือแม้แต่ทวงบุญคุณ (ถ้าเว้ากันซื่อ ๆ เลย ‘You scratch my back and I’ll scratch yours’ ก็อาจจะแปลความได้ว่า “ถ้าแกอยากให้ฉันช่วยทำไอ้นี่ให้ล่ะก็ แกต้องช่วยทำไอ้นั่นให้ฉันก่อนนะเฟ้ย”)

สำนวนอื่น ๆ ที่มีความหมายใกล้เคียงกัน ได้แก่ ‘qui pro quo’ และ ‘give and take’

ตัวอย่าง:
- “You scratch my back, I’ll scratch yours” trend is becoming prevalent in the rock music world. From the Queens of the Stone Age to LCD Soundsystem, artists are coming together to either enhance a song that is within their wheelhouse or experiment with something outside of it.”
(เทรนด์ “เพื่อนช่วยเพื่อน” กำลังแพร่หลายในวงการเพลงร็อค จากวง Queens of the Stone Age ไปจนถึงวง LCD Soundsystem ศิลปินร่วมไม้ร่วมมือกันเพื่อยกระดับผลงานเพลงในแนวถนัดหรือไม่ก็ทดลองทำ อะไรนอกกรอบ”)


สแลง **omnishambles**


THH05

ศัพท์เด็ด ๆ สำนวนโดน ๆ แบบนี้ บ่องตง… หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว นอกจากเล่มนี้

สั่งซื้อคลิกเลย >> สำนวนจัดเต็ม สแลงจัดหนัก

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

**Omnishambles**

= ชุลมุนวุ่นวาย / เลอะเทอะเละเทะ / โกลาหลอลหม่าน

= เละตุ้มเป๊ะ / ฉิบหายวายป่วง / วุ่นวายขายปลาช่อน


ความหมายและที่มา:
Omnishambles เป็นคำแผลงที่ผสมคำว่า omni (ทั้งหมด) กับคำว่า shambles (ความยุ่งเหยิง, ปั่นป่วน) เมื่อรวมกันแล้วกลายเป็น “ยุ่งเหยิงไปหมด” สื่อถึงเหตุการณ์ที่เลวร้ายไปหมด หรือมีการจัดการผิดพลาดจนเรื่องบานปลาย

คำนี้ถูกคิดค้นขึ้นโดยละครล้อเลียนการเมืองเรื่อง ‘The Thick Of It’ ของสถานี BBC ในประเทศอังกฤษ เมื่อปี 2009 และมันกลายเป็นที่นิยมแพร่หลายจน Oxford Dictionary ยกให้มันเป็น “คำศัพท์แห่งปี 2012”

จุดสังเกตก็คือ omnishambles เป็นคำที่มักจะถูกนำมาใช้พาดพิงในทางการเมือง โดยเฉพาะในกรณีที่นักการเมืองหรือรัฐบาลดำเนินนโยบายผิดพลาด หรือแม้แต่การทำเรื่องน่าอับอายขายหน้าของนักการเมือง ดังเช่นผู้ท้าชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐปี 2012 นายมิตต์ รอมนีย์ ที่ได้ไปเยือนอังกฤษในช่วงมหกรรมกีฬาโอลิมปิก และเขาดันกล่าวตำหนิเจ้าภาพแบบไม่ไว้หน้า จนนายกรัฐมนตรีอังกฤษ นายเดวิด คาเมรอน ต้องตอกกลับ และเกิดกระแสต่อต้านจนถึงกับมีการบัญญัติศัพท์ขึ้นมาแขวะเขาว่า ‘Romneyshambles’ (เรื่องวุ่นวายของนายรอมนีย์)

ตัวอย่าง:
- ‘George Osborne Holds Summit In Hope Of Avoiding ‘Omnishambles’ Budget.’
(รมต. จอร์จ ออสบอร์น จัดประชุมใหญ่หวังเลี่ยงความชุลมุนวุ่นวายในการจัดการงบประมาณ)


วิธีการใช้ in / on / at กับวันเวลา


cover2

“สำนวนสนุก สแลงสนาน” (IDIOM & SLANG เล่ม 2) หนังสือที่รวบรวมศัพท์สำนวนร่วมสมัย ถ่ายทอดในแบบฟรีสไตล์ ทั้งพจนานุกรม, เรื่องเล่า, และนิยาย

สนใจสั่งซื้อ คลิกเลย…!!! >>> สำนักพิมพ์ปัญญาชน

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

วิธีการใช้ in / on / at กับวันเวลา

วันนี้มาทบทวนเรื่องเบ ๆ กันดีกว่า (เผื่อคนชอบลืมฮะ 55)

พอดีมีรุ่นน้องถามว่า in กับ on ใช้กับวันเวลายังไง? (ผมแถม at ให้ด้วยเลย 55)

หลักจำง่าย ๆ ของบุพบทที่ใช้กับเวลาก็คือ…

in ใช้กับ เดือน / ปี / ศตวรรษ / และช่วงเวลายาว ๆ
on ใช้กับ วัน / วันที่
at ใช้กับ ช่วงเวลาที่แน่ชัด / โมงยาม

——————

ตัวอย่างเช่น วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 21 เดือนมิถุนายน ตอนเช้า (ประมาณ 10 โมง)
พอแยกย่อยออกมาก็จะเป็น
- วันศุกร์ = On Friday
- วันที่ 21 เดือน มิ.ย. = On June 21st
- เดือน มิ.ย. = In June
- ตอนเช้า = In the morning
- เวลา 10 โมง = At 10 AM

——————

พอหอมปากหอมคอนะครับ ใครอยากทบทวนแบบละเอียดแนะนำลิ้งนี้ฮะ >> http://www.englishclub.com/grammar/prepositions-at-in-on-time.htm


**Big things come in small packages >> เล็ก ๆ แต่มีทีเด็ด**


THH05

 

ศัพท์เด็ด ๆ สำนวนโดน ๆ แบบนี้ บ่องตง… หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว นอกจากเล่มนี้

สั่งซื้อคลิกเลย >> สำนวนจัดเต็ม สแลงจัดหนัก

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

**Big things come in small packages >> เล็ก ๆ แต่มีทีเด็ด**


เพื่อน ๆ คงเคยได้ยินคำกล่าว “ขนาดไม่ใช่เรื่องสำคัญ” บางครั้งเราก็ไม่สามารถวัดคุณค่าจากเปลือกนอก หรือตัดสินคุณภาพจากขนาดได้เสมอไป

ฝรั่งเขามีสำนวนที่พูดถึง สิ่งเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่ ว่า “Big things come in small packages.” (แปลตรงตัวว่า สิ่งใหญ่ ๆ ที่แฝงอยู่ในหีบห่อเล็ก ๆ) ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในหลาย ๆ สถานการณ์ อาทิ
- “เล็กแต่ดี” สิ่งที่มีขนาดเล็ก หรือราคาย่อมเยา แต่มีคุณภาพดี มีประโยชน์ใช้สอยเกินตัว
- ในเชิงกายภาพ ทรวดทรงของหนุ่ม ๆ สาว ๆ “เล็กแต่ซ่อนรูป” (หรือ “เล็กแต่แซ่บ” ฮา…)
- หรือแม้แต่ในเรื่องรสชาติ ดังสโลแกนขึ้นหิ้งของลูกอมยี่ห้อหนึ่ง “เล็กดีรสโต” (และพริกขี้หนูที่ “เล็กแต่เผ็ดร้อน”)

จะเห็นได้ว่าสำนวน Big things come in small packages นี้มีความสอดคล้องกับความเป็นไปของโลกยุคใหม่อย่างมาก ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนายิ่ง ๆ ขึ้นไป ทำให้สิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลายแหล่มีขนาดเล็กลง แต่มีศักยภาพเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง (หรือแม้แต่ในแง่ของการแข่งขันทางการตลาด ที่ผู้ประกอบการหลายเจ้าต้องพยายามหั่นราคาสินค้าและบริการให้ถูกลง แต่นำเสนอตัวเลือกที่คุ้มค่ามากยิ่งขึ้นสำหรับผู้บริโภค)

**จริง ๆ แล้วต้นฉบับของสำนวนนี้คือ “Good things come in small packages.”** ซึ่งอุปมากับกล่องของขวัญนั่นเอง อย่างที่ทราบกันดีว่าเวลาเราไปจับฉลากตามงานเลี้ยง ไอ้พวกกล่องใหญ่เว่อร์ ๆ มักจะเป็นของราคาถูกแบบน่าส่ายหัว แต่ในทางกลับกัน กล่องของขวัญเล็ก ๆ มักจะมีทีเด็ดให้ได้ลุ้นเสมอ (ระวังเปิดมาเจอแหวนของกอลลัมล่ะ! ฮ่า ๆ ๆ)


**สำนวน Take matters into your own hands**


English_Jokes____4dd7cf4419c53

เพื่อน ๆ สามารถหาซื้อหนังสือ “ชำแหละสำนวนอังกฤษ” (IDIOM & SLANG เล่ม 1) พิมพ์ครั้งที่สอง ได้ตามร้านหนังสือทั่วไป

ในเล่มอัดแน่นไปด้วยสำนวนที่ใช้ได้จริง พร้อมด้วยเนื้อหาพิเศษ Cockney Slang และ Hip-Hop Slang ที่หาไม่ได้จากเล่มไหน ๆ

หรือต้องการสั่งซื้อ online คลิกเลย >> สำนักพิมพ์ปัญญาชน

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

-

**Take matters into your own hands**

= จัดการปัญหาด้วยตัวเอง / ลงมือเอง / ลุยเอง

= ลงมือโดยพลการ / ตั้งศาลเตี้ย

-

ความหมาย:
Take matters into one’s own hands หมายถึง จัดการปัญหาหรือแก้ไขสถานการณ์ด้วยตัวเองเพียงลำพัง เพราะผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบไม่ลงมาดูแล เชื่องช้าไม่ทันการ หรือคนอื่น ๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์จนปัญญาช่วย นิ่งอึ้ง ทำอะไรไม่ถูก

ข้อสังเกตก็คือสำนวนนี้มักถูกใช้ในยามที่มีปัญหาเฉพาะหน้า หรือตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน เป็นไฟต์บังคับ ฉะนั้นฮีโร่จำเป็นจึงต้องตัดสินใจลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อกอบกู้สถานการณ์

ตัวอย่างเช่น
- ‘Zane Tankel is not waiting on any government job programs to help his business. The Applebee’s franchisee is taking matters into his own hands at his 34 restaurants in the New York City area.’
(เซน แทงเคล ไม่มัวแต่รอให้โครงการช่วยเหลือแรงงานของรัฐบาลมายื่นมือช่วยธุรกิจของเขา ผู้ซื้อสิทธิแฟรนไชส์ร้านแอปเปิลบีส์แก้ปัญหาด้วยตัวเองสำหรับภัตตาคารทั้ง 34 แห่งของเขาในเขตนครนิวยอร์ก)

-

แต่ในทางลบ บางครั้ง take matters into one’s own hands สื่อถึงการกระทำรุนแรงโดยพลการ เย้ยกฎหมาย เพราะเอือมระอาที่บ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป หรือเจ้าหน้าที่พึ่งพาไม่ได้ (ดังจะพบเห็นได้บ่อย ๆ ในการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่สายดาร์คนะฮะ ฮ่า…)
ตัวอย่างเช่น
- Egypt’s ‘killing culture’: As police and politicians lose their grip, mobs take justice into their own hands. Shahin justified people taking matters into their own hands by the fact that when thieves are turned over to the police “they are released in no time and will once again terrorise, steal or kill.”
(อียิปต์และวัฒนธรรมประหัตประหาร เมื่อตำรวจและนักการเมืองบ้อท่า ฝูงชนที่เดือดแค้นเลยตั้งศาลเตี้ย ชาห์ฮินอธิบายว่าประชาชนลงมือโดยพลการเนื่องจากเวลาที่พวกโจรถูกส่งตัวให้ตำรวจ พวกเขาจะถูกปล่อยตัวในไม่ช้า และจะกลับมาก่อความไม่สงบ ลักขโมย หรือก่อฆาตกรรม)


**สำนวน Keep it under lock and key**


THH05

ศัพท์เด็ด ๆ สำนวนโดน ๆ แบบนี้ บ่องตง… หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว นอกจากเล่มนี้

สั่งซื้อคลิกเลย >> สำนวนจัดเต็ม สแลงจัดหนัก

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

**Keep it under lock and key**

= เก็บไว้เป็นความลับ / อุบเงียบ


ความหมาย:
Under lock and key (ลั่นดาลกุญแจ) แปลตรงตัวว่า เก็บรักษาไว้อย่างมิดชิดแน่นหนา ทีนี้ในทางสำนวน keep it under lock and key หมายถึง เก็บความลับ ปิดข่าว ไม่ยอมแพร่งพรายให้ใครรู้ เพราะข้อมูลนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ หรือเป็นเรื่องส่วนตัว

ตัวอย่าง:
- ‘Warners is keeping story details under lock and key, but is expected to settle on a director soon.’
(ค่ายวอร์เนอร์สอุบรายละเอียดของเนื้อหาไว้เป็นความลับ แต่คาดว่าจะตัดสินใจเลือกตัวผู้กำกับได้ในไม่ช้า)


**ขับไม่แช็ท (หยุดแช็ท หยุดหายนะ)**


สัปดาห์ก่อนอ่านเจอข่าวสะเทือนใจ เลยอยากนำมาแชร์ไว้เป็นอุทาหรณ์ฮะ

เมื่อเดือนเมษาที่ผ่านมา ที่ประเทศอังกฤษมีอุบัติเหตุบนท้องถนนที่เกิดขึ้นระหว่างที่หนุ่มวัย 22 ปี Alexander กำลังแช็ทคุยกับเพื่อนตอนขับรถ เขากดส่งข้อความประโยคสุดท้ายว่า “Sounds good my man, seeya soon, ill tw…” ยังไม่ทันจบ รถก็ชนประสานงากับรถที่แล่นสวนมา และเขาเสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยตำรวจเองยืนยันว่าเขามีประวัติการขับขี่ขาวสะอาด และตอนเกิดเหตุก็ไม่ได้ขับรถเร็วแต่อย่างใด พ่อแม่ของเขาต้องการให้โศกนาฏกรรมจากความประมาทของลูกชายเป็นอุทาหรณ์ จึงได้นำข้อความดังกล่าวบนมือถือมาเผยแพร่เพื่อเตือนใจไม่ให้คนเล่นมือถือระหว่างขับรถ
http://www.bbc.co.uk/newsbeat/22121248

bskyb_image_231601_v1_text_fatal_crash_1_400x240

ที่ประเทศอังกฤษเคยมีผลวิจัยยืนยันว่าคนที่แช็ทระหว่างขับรถนั้นแย่กว่าคนที่เมาแล้วขับ และอันตรายพอ ๆ กับคนที่เสพย์ยาแล้วขับรถด้วยซ้ำไป

ขณะที่ประเทศอเมริกามีรายงานว่าในแต่ละปีมีวัยรุ่นเกือบ 500,000 คนที่ได้รับบาดเจ็บจากผู้ขับขี่ที่เสียสมาธิเพราะมือถือ (ทั้งจากการแช็ท, ส่งข้อความ, เล่นโซเชียลมีเดีย, ส่งรูป เป็นต้น) จนต้องมีการรณรงค์ผ่านแคมเปญ ‘STOP THE TEXTS. STOP THE WRECKS.’ (หยุดแช็ท หยุดหายนะ) อย่างที่เห็นในภาพข้างล่างนี้จะมีคำเตือนว่า ‘Don’t let texting blind you.’ (อย่าให้การแช็ทมาบดบังสายตาคุณ)

Screen-shot-2012-11-28-at-2.04.45-PM-e1354129667756

เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองและเพื่อนร่วมท้องถนน “แช็ทไม่ขับ” กันเถิดนะครับ (ผมเคยเห็นแถวบ้าน บางคนเขาขับรถไป เล่น iPad ไป เห็นแล้วเสียวแทนจริง ๆ)

= = = = = = = = = =

ทิ้งท้ายวันนี้ขอนำศัพท์เก่า ๆ ที่เคยแชร์ไว้นานแล้วมารื้อฟื้นใหม่นะฮะ


-> Text / texting (เท็กซ์ / เท็กซ์ธิง)
ก็คือการพิมพ์ข้อความมือถือ หรือที่บ้านเรานิยมเรียกทับศัพท์ว่า “แช็ท” นั่นแหละครับ

-> ‘Intexticated’ (อินเท็กซ์ทิเคทถิด)
หรือ “เมาเท็กซ์” หมายถึง คนที่เสียสมาธิเพราะมัวแช็ทมือถือระหว่างขับรถ ซึ่งบางครั้งอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุ (สแลงตัวนี้เริดมาก เพราะเขาเอาคำว่า text มาเล่นกับคำว่า intoxicated ที่แปลว่ามึนเมา)

-> ‘DWT’ ย่อมาจาก Driving while texting
แปลว่า “ขับไปแช็ทไป”

= = = = = = = = = =

แสลงเกี่ยวกับ text และมือถือ 3G มีอยู่ในหนังสือ “สำนวนสนุก สแลงสนาน” หาซื้อได้ตามร้านหนังสือทั่วไปนะครับ

หรือสั่งซื้อโดยตรงกับสำนักพิมพ์ปัญญาชน คลิกที่นี่

cover2


**สำนวน ‘ยิ่งเยอะยิ่งดี’**


THH05

ศัพท์เด็ด ๆ สำนวนโดน ๆ แบบนี้ บ่องตง… หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว นอกจากเล่มนี้

สั่งซื้อคลิกเลย >> สำนวนจัดเต็ม สแลงจัดหนัก

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

 

สำนวน ‘ยิ่งเยอะยิ่งดี’

> เพื่อน ๆ คงเคยได้ยินสำนวน “มากคนมากความ” (Too many cooks spoil the broth.) กันไปบ้างแล้ว วันนี้เราจะมาทำความรู้จักสำนวนที่พูดถึงคนเยอะ ๆ แต่สื่อความหมายดี ๆ กันบ้างดีกว่า

>> เริ่มจาก ‘There’s safety in numbers.’ แปลเป็นไทยได้ประมาณว่า หลายหัวดีกว่าหัวเดียว หรือ รวมกันเราอยู่ โดยสำนวนนี้สื่อความหมายถึงการรวมกลุ่มที่ทำให้รู้สึกปลอดภัยหรือมั่นใจยิ่งขึ้น

>>> อีกหนึ่งสำนวนคือ ‘The more the merrier.’ แปลว่า คนยิ่งเยอะก็ยิ่งครึกครื้น ใช้กับกิจกรรมสนุก ๆ เช่น ปาร์ตี้ การละเล่น การเฉลิมฉลอง หรือการมีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นมาในครอบครัว เพื่อนฝูง คณะทำงาน แล้วทำให้บรรยากาศดีขึ้น รู้สึกอบอุ่นขึ้น


**‘Yeah.’ คำตอบรับเท่ ๆ ที่ใช้ได้แทบทุกสถานการณ์**


THH05

ศัพท์เด็ด ๆ สำนวนโดน ๆ แบบนี้ บ่องตง… หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว นอกจากเล่มนี้

สั่งซื้อคลิกเลย >> สำนวนจัดเต็ม สแลงจัดหนัก

 

;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :-> ;-> :->

 

**‘Yeah.’ คำตอบรับเท่ ๆ ที่ใช้ได้แทบทุกสถานการณ์**

วันนี้เรามาว่าด้วยคำพื้น ๆ คำหนึ่งที่น่าจะพบเจอบ่อยที่สุดในการสนทนาของฝรั่งกันดีกว่า นั่นก็คือคำว่า ‘Yeah.’ ที่แผลงมาจากคำว่า Yes นั่นเอง

Yeah เป็นคำพูดที่ใช้ในการตอบรับ ตอบตกลง ถ้าแปลเป็นไทยก็ได้แก่คำว่า ใช่, ได้, ตกลง, แน่นอน, แม่นแล้ว, นั่นสิ, ฯลฯ

ยกตัวอย่างประโยคง่าย ๆ เช่น
A: “Are you sure?” (เธอแน่ใจนะ?)
B: “Yeah.” (แน่สิ)

ทีนี้ในฐานะนักแปลรายการทีวี ก็มีเกร็ดเกี่ยวกับคำว่า yeah มาเล่าสู่กันฟัง เพราะมันเป็นคำหนึ่งที่ผมเจอบ่อยสุด ๆ ตอนทำงานแปล ในบทสนทนายาว ๆ เวลาฝรั่งคุยกันแบบกันเอง คนหนึ่งก็จะพล่ามของเขาไปเรื่อย ส่วนคู่สนทนาอีกคนที่กำลังตั้งใจฟัง อยู่ เขาก็จะตอบรับ yeah… yeah… yeah… เป็นลูกคู่ สมัยผมทำงานแปลใหม่ ๆ ก็คิดว่า “อือ” (หรือ “อืม” และ “เออ”) น่าจะเป็นคำแปลที่เหมาะสมที่สุด แต่พอมีประสบการณ์แปลไปเรื่อย ๆ ก็พบว่า…

- Yeah ที่ใช้ตอบรับในการสนทนา ถ้าแปลเป็นภาษาไทย อาจใช้คำว่า “ครับ” / “ฮะ” / “ค่ะ” / “จ๊ะ” ก็ได้ ก็เหมือนกับเวลาที่เราคุยโทรศัพท์นั่นแหละครับ (ตรงนี้เป็นจุดต่างทางภาษาอย่างหนึ่ง เพราะภาษาอังกฤษส่วนใหญ่เขาจะใช้คำกลาง ๆ ไม่ระบุเพศสภาพ ขณะที่คำตอบรับในภาษาไทยเรามีการบ่งชี้เพศสภาพของผู้พูด)
- อีกเรื่องเป็นเกร็ดที่นักพากย์กรุณาสอนมานะครับ คือถึงแม้ว่า “อือ, อืม” จะเป็นคำที่ฟังดูแล้วเข้ากับ “yeah” ที่สุด แต่ถ้าเพื่อน ๆ ลองสังเกตดูดี ๆ จะพบว่าเวลาเราพูดคำว่า “yeah” ปากของเราจะอ้าออก แต่ขณะที่เวลาเราพูด “อือ” ปากของเราจะหุบ (ฉะนั้นนักพากย์เขาจะพยายามเลี่ยงไปใช้คำอื่น ๆ เช่น จริง, ดี, ได้, เนอะ, ฯลฯ แทน)

———————–

บางคนอาจจะมีคำถามว่า แล้วทำไมฝรั่งถึงใช้ ‘Yeah’ ไม่ ‘Yes’ ไปเสียล่ะ?
เท่าที่กระผมพอรู้มา เวลาฝรั่งเขาพูดคำว่า yeah มันคงจะถนัดปากมากกว่า เพราะออกเสียงแบบลอย ๆ ขณะที่เวลาพูดคำว่า yes ที่ลงท้ายด้วยตัว s มันจะฟังดูหนัก ๆ แถมต้องย้ำเสียงตัว s ไงฮะ (อันนี้มีเกร็ดอีกอย่างหนึ่งก็คือ บางครั้งวัฒนธรรม pop culture ก็มีอิทธิพลต่อการใช้ภาษาอย่างมาก โดยวง The Beatles เองก็สร้างชื่อมาจากวลี yeah, yeah, yeah ในท่อนฮุคของเพลง ‘She Loves You’ ซึ่งทีแรกพ่อของ พอล แม็คคาร์ทนีย์ เคยทักท้วงว่าทำไมไม่ร้องว่า ‘Yes, Yes, Yes.’ ที่ฟังดูสุภาพกว่าล่ะ? แต่พอลและเพื่อน ๆ สี่เต่าทองก็ยืนกรานที่จะใช้ Yeah, Yeah, Yeah จนทำให้ ‘She Loves You’ กลายเป็นเพลงดังระเบิดระเบ้อ ซึ่งส่วนหนึ่งในแง่ของนักแต่งเพลง พอลอาจจะเล็งเห็นว่าถ้าใช้ yeah แล้วจะฟังดูเก๋ เข้ากับดนตรี และติดหูมากกว่า)

นอกจากคำว่า yeah แล้ว ยังมีคำแผลงอื่น ๆ ที่พบแพร่หลายและเพื่อน ๆ สามารถนำไปใช้ได้ นั่นคือ Yep และ Yup
หรือถ้าจะให้เก๋าโจ๋ไปเลยก็ต้องใช้คำว่า…
“Hell Yeah!” (เออดิวะ / เออแสส / แน่นอนฝุด ๆ / อยู่แล้น ฯลฯ)

 

———————–

วันนี้พูดถึงวลี YEAH แล้วก็ต้องจัดเพลงนี้ไปฮะ ‘She loves you.’

จะว่าไป เพลงนี้เป็น 1 ในเพลงแจ้งเกิดของ The Beatles เลยฮะ แล้วก็ทำให้ท่อน yeah, yeah, yeah นี้กลายเป็นทั้งสัญลักษณ์และต้นแบบไปโดยปริยาย (สื่อบางเจ้าถึงกับเรียกเพลงนี้ว่า “เพลงเย้, เย, เย”)

ทีแรกผู้ใหญ่ โดยเฉพาะพ่อของ Paul McCartney เองก็เคยทักท้วงว่า “ควรจะร้องว่า Yes, yes, yes. ให้มันถูกต้องมากกว่า” แต่ลุง Paul ดื้อฮะ แล้วผลตอบรับของเพลงนี้ก็เปรี้ยงปร้างเกินความคาดหมาย (ลองนึกดูเล่น ๆ ถ้า The Beatles เลือกร้อง yes, yes, yes เพลงนี้อาจจะไม่ดัง และสี่เต่าทองอาจจะไม่ได้เกิดก็ได้นะ 555)

นอกจากคำว่า yeah แล้ว ในเชิงภาษาเพลงนี้มีจุดเด่นอีกอย่างตรงการเล่าเรื่องโดยใช้บุรุษที่ 3 (She) เป็นตัวเอก (เล่าผ่านปากคำของบุรุษที่ 1 อีกทอดหนึ่ง) ซึ่ง The Beatles อาจจะเป็นวงดนตรีแรก ๆ ที่ทำให้การแต่งเพลงในลักษณะนี้ดังขึ้นมาได้ (ว่ากันว่าครูสอนภาษาอังกฤษที่เมืองนอกหลายคนนิยมนำเพลง ‘She Loves You’ มาใช้สอนเรื่องสรรพนามบุรุษที่ 3)


ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 158 other followers