Just another WordPress.com site

เกาหลี๊… เกาหลี / Korea, Korea on my own. (3)


เกาหลี๊… เกาหลี / Korea, Korea on my own. (3)
 
เทศกาลหนังปูซาน
 
 
 
โดยส่วนตัว ผมน่ะรู้จัก "เทศกาลหนังปูซาน" (PIFF) มาได้ 4 ซ้า 5 ปีแล้วล่ะครับ เพราะสมัยทำงานอยู่ที่กันตนา เคยตามๆข่าวอยู่   นี่ก็เป็นครั้งแรกเลยล่ะครับ ที่ได้ไปยลของจริงแบบจะๆ   ความโชคดีอันนี้ก็ต้องขอบคุณเจ้าน้องชายคนเก่ง "แน็ก" ที่ดันเล่นหนังเด็กหอได้ดีเตะตาผู้จัด จนเค้าเชิญไปรับรางวัลดาราดาวรุ่งของ Star Summit Asia
 
จากประสบการณ์ตรงก็ขอยืนยันได้เลยครับว่างานของเค้ายิ่งใหญ่อลังการจริงๆ ผมคิดว่าน่าจะเป็นเทศกาลหนังอันดับ 1 ในเอเชียอย่างแท้จริง   งานของเค้ามีความโดดเด่นหลากหลายมากครับ คือนอกจากจะมีการฉายหนังจากประเทศต่างๆ(โดยเฉพาะจากในเอเชีย)แล้ว   ยังมีกิจกรรมอื่นๆที่น่าสนใจอีกมากมาย และสามารถดึงดูดให้ผู้คนหมู่มากมาเข้าร่วมได้  รวมไปถึงดาราใหญ่ทั้งในเกาหลี และระดับเอเชีย
 
ผู้คนชาวเกาหลีที่มาเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆของ PIFF นั้นล้นหลามจริงๆครับ ทำให้บรรยากาศของงานยิ่งครึกครื้น   ถ้าเป็นเทศกาลหนังในเมืองไทย เราจะเห็นกลุ่มคนที่สนใจในวงจำกัดมากๆ (พวกติสท์ๆ แนวๆ พวกคนในแวดวงหนัง)   ขณะที่ PIFF ของเกาหลีมันดูเป็น Mass จริงๆครับ ผู้คนที่มาเข้าร่วมมีตั้งแต่เด็กเล็ก, นักเรียนนักศึกษา, วัยรุ่น, คนทำงาน, ไปยันผู้เฒ่าผู้แก่   ผมรู้สึกว่าเค้าเก่งที่สามารถผสมผสานระหว่างความเป็น Art กับ Commercial ได้อย่างลงตัวจนพัฒนามาเป็นจุดแข็ง
 
 
‘Traces of Love’
 
น่าเศร้านิดๆ ที่ผมมาเทศกาลหนัง แต่แทบไม่ได้ดูหนังเลย
หนังเปิดเทศกาล PIFF ครั้งที่ 11 ก็คือ "Traces of Love" หนังโรแมนติกดราม่าที่นำแสดงโดย Kim Ji-su และ Yu Ji-tae   ผมกับพี่ย้ง(ผู้กำกับ)อยากดูมากๆๆๆ แต่พวกเด็กๆอยากจะกินกันมากกว่า สุดท้ายก็เลยอดดูครับ ได้แค่ดูแบบแว้บๆ 555   แต่ในงานปาร์ตี้คืนวันนั้น ผมก็ได้กระทบไหล่ดารานำทั้ง 2 คนนี้ด้วยนะ (ถ่ายรูปมาด้วย อิอิ)   Kim Ji-su เธอเป็นดาราที่ขึ้นกล้องมากๆครับ ในหนังเธอดูงดงามมากๆ (ตัวจริงเธอก็สวยนะครับ แต่ไม่ปิ๊งๆๆเหมือนในหนัง ฮา…. )
 
และก็น่าเสียดายที่ใน PIFF ครั้งนี้ขาดหนังของผู้กำกับและดาราแม่เหล็กหลายคน ทำให้งานขาดเสน่ห์ไปไม่น้อย   ไม่มีชื่อของผู้กำกับ เช่น Park Chan-wook, Kim Ki-duk  หรือดาราอย่าง Choi Min-sik, Jang Dong-gun, Jeon Ji-hyun
 
หนังไทยที่ได้เชิญไปฉายในเทศกาลครั้งนี้ก็มีกันแค่ 3 เรื่องครับ ก็คือ "เด็กหอ", "แสงศตวรรษ" (หนังอาร์ตของผู้กำกับอภิชาติพงศ์) และหนังแอนิเมชั่น "ก้านกล้วย"
 
 
‘Dorm’ / Q&A Activity.
 
หนังเรื่องเดียวที่ผมได้ดูใน PIFF ก็คือ "เด็กหอ" รอบ Q&A นี่เองล่ะครับ (ฮา… อัฐยายซื้อขนมยาย )   หนังที่ฉายอยู่บนจอนี่จะมี 3 ภาษาเลยครับ คือ soundtrack ภาษาไทย, subtitle ภาษาอังกฤษ (ข้างใต้) และ subtitle ภาษาเกาหลี (ทางมุมขวา)  ได้ไปดูรอบนี้แล้วก็ปลื้มครับ  feedbackดีมากๆ  คนดูแน่นโรงและมีอารมณ์ร่วมไปกับหนังตลอด (โดยสังเกตได้จากเสียงกรี๊ด, เสียงหัวเราะ, เสียงปรบมือ ฯลฯ ไปตามแต่ละจังหวะของหนัง) และเมื่อหนังจบแล้วผู้ชมส่วนใหญ่ก็ยังนั่งต่อเพื่อรอร่วมกิจกรรม Q&A  เห็นแล้วก็เป็นปลื้มจริงๆ   ที่น่าประทับใจก็คือเป็น Q&A ที่ครื้นเครงครับ คนดูแข่งกันยกมือถามแบบพรึ่บพรั่บ แถมพอจบแล้วก็พากันมารุมกรี๊ดกร๊าดขอถ่ายรูปกับทั้งผู้กำกับและดารา (โดยเฉพาะกับเจ้าแน็กและไมเคิล)
 
 
Opening / PIFF 11th
 
กิจกรรมไฮไลท์ที่ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมใน PIFF ครั้งนี้ ได้แก่
- "พิธีเปิด" ยิ่งใหญ่อลังการมากครับ โดยก่อนเริ่มงาน บรรดาดาราก็จะทยอยเดินผ่านพรมแดง ท่ามกลางแฟนๆที่มารอยลโฉมกรี๊ดกร๊าดถ่ายรูป   ตอนที่ถึงคิวพวกเรา ผมงี้เดินตัวสั่นเลยครับ ส่วนเจ้าน้อง 2 คนก็เดินจ้ำอ้าวจ้ำพรวดเพราะตื่นเต้นจัด   ในงานนี้มีดาราดังๆของเกาหลีมาร่วมงานอย่างคับคั่ง ซึ่งก็รวมไปถึงดาราชั้นนำของเอเชีย อาทิ "หลิวเต๋อหัว" ที่ได้รับรางวัล "Asian Filmmaker of the Year"
 
Star Summit Asia
 
 
- "Star Summit Asia" งานนี้ที่ผมได้เข้าร่วมก็เพราะเจ้าแน็กล่ะครับ รู้สึกว่าจะเป็น section ใหม่ของ PIFF เลย กล่าวคือเป็นงานที่เชิญดาราดาวรุ่งชั้นนำของเอเชียมารับรางวัลและร่วมแบ่งปันประสบการณ์ รวมไปถึงกิจกรรมพบปะแฟนๆ  ซึ่งก็ถือเป็นเกียรติของเจ้าแน็กและพวกเรามากๆที่ได้มาร่วมงานนี้ เพราะดาราแต่ละคนที่มานี่ hot hot ทั้งนั้นครับ เช่น Aoi Yu กับ Ichihara Hayato (Lily Chou-chou), Lee So-yeon (Scandal), Kashii Yuu (Death Note), Do Thi Hai Yen (The Quiet American), Zhou Xun (Perhaps Love), Sung Kang (Fast & Furious) etc…
 
ความจริงงานนี้ถือเป็นโอกาสเลยนะครับ ในการที่จะคุยโปรเจ็คหนังใหม่ๆ และเป็นการแลกเปลี่ยน contact กัน แต่สำหรับของเราคงยังได้แค่เกียรติประวัติครับ (ฮา….) เพราะระบบจัดการของเราไม่ได้โปรแบบของดาราคนอื่นๆเค้า  ดาราคนอื่นๆที่มาในงานนี่จะมีผู้จัดการและทีมงาน ดูเป็นมืออาชีพมากครับ   ขณะที่น้องแน็กของเรา ก็มีพี่ชายกระจอกๆอย่างผม และผู้กำกับอย่างพี่ย้ง เราก็ดูแลกันแบบตามมีตามเกิดล่ะครับ ประมาณว่ารอดมาได้ก็บุญโขแล้ว (ฮา…)   ถ้าเจ้าแน็กของเราจะ Go Inter จริงๆคงต้องปรับหลายอย่างเลยล่ะครับ ทั้งเรื่องการดูแลจัดการ, ภาษา ฯลฯ
 
 
- "Asian Film Market" (AFM) สถานที่จัดคือ Grand Hotel งานนี้เป็นงานด้านตลาดครับ กล่าวคือ สมาคมหนัง, สตูดิโอหนัง, ผู้จัดจำหน่ายหนัง, ฯลฯ จะมารวมพลกันที่นี่   แต่ละรายก็จะมาเปิดบูธเพื่อส่งเสริมการจำหน่ายและประชาสัมพันธ์   ของไทยที่ไปก็มี ททท., สหมงคล, โมโน, อาร์เอส ฯลฯ  บูธที่ผมชอบที่สุดก็คงเป็นบูธของสมาคมหนังเกาหลีครับ เพราะจัดได้สวยงามมาก และบริการดี (มีเครื่องดื่มให้ แถมมีอินเตอร์เน็ตให้เล่นด้วย) แล้วหนังสือ press ของเค้าที่พิมพ์แจกนี่ก็ลงทุนมากครับ ผมเก็บมาหลายเล่ม แบกซะจนแขนแทบหัก 555
 
 
- "ปาร์ตี้" งานไหนอาจจะพลาดได้ แต่งานนี้พลาดไม่ได้ครับ (ฮา…. )   พวกเราได้ไปร่วมงานปาร์ตี้ต่างๆใน PIFF รวม 4-5 ครั้ง นอกจากจะได้กินอาหารหรูๆแบบฟรีๆแล้ว ยังได้กระทบไหล่ดาราอีกด้วย (คุ้มจริงๆ 55)
 
 
 
ได้ไปดูงานของเค้าแล้วก็รู้สึกอิจฉาครับ PIFF เป็นส่วนหนึ่งที่ยืนยันความแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมหนังของเกาหลี   ที่เป็นอย่างนี้ได้ก็เพราะมันเป็นเทศกาลที่ได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ, ค่ายหนัง, ดารา, ผู้ชม   และเป็นเทศกาลที่มีความต่อเนื่องและมีพัฒนาการ
 
ตัวอย่างหนึ่งจาก PIFF ที่แสดงให้เห็นความแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมหนังของเขา ก็คือ "การรณรงค์ต่อต้าน FTA หนัง" ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อวงการหนังเกาหลี (อธิบาย: FTA หนัง ก็คือ การจะเปิดเสรีการค้าหนัง บังคับให้ตลาดเกาหลีเพิ่มโควต้าเปิดรับหนังฮอลลีวูดมากขึ้น ซึ่งโดยปกติแล้วในเกาหลีจะมีการจำกัดเปอร์เซ็นต์หนังนำเข้า เพื่อเป็นเกราะคุ้มกันอุตสาหกรรมหนังเกาหลีทางหนึ่ง) แล้วดาราของเค้าแต่ละคนที่มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้โครงการนี้นี่ แต่ละคนบิ๊กเนมทั้งนั้นครับ เช่น ชอย มินซิก และ แจง ดองกัน   ผมยังเก็บแฮนด์บิลของแคมเปญนี้มาเลย เป็นรูปชอยมินซิกทำหน้าเคร่งเครียดถือโทรโข่ง (หยั่งกะจะพูดว่า น้าจิ๋ม-ออกไป! แน่ะ ฮา ) คือผมอาจจะอ่านภาษาเกาหลีไม่ออกหรอกครับ แต่ก็พอจะเข้าใจ feel ได้ประมาณว่า "กูไม่เอา FTA นะเว้ย เฮ้ย!"   นี่แสดงให้เห็นถึง power และอำนาจในการต่อรองแบบสุดๆของวงการหนังบ้านเค้าครับ   ลองเป็นเมืองไทยสิ ในรัฐบาลก่อนๆ ขนาด FTA บางฉบับที่มีความสำคัญและมีผลกระทบระดับใหญ่หลวง ค้านกันแทบตาย แต่ก็ไม่เห็นว่าจะมีใครทำอะไรได้ (ฮา..)
 
อีกเรื่องที่น่าชื่นชมก็คือแฟนๆหนังของเค้าล่ะครับ   แฟนหนังที่นี่คลั่งใคล้ดารากันแบบจริงๆจังๆ   คือถ้าเป็นเมืองไทย เราจะได้เห็นกันแต่แฟนคลับของพวกดาราดังๆ หรือดาราวัยรุ่นเป็นส่วนใหญ่   ขณะที่แฟนๆเกาหลีนี่เค้าเปิดรับหมดจริงๆครับ ไม่แบ่งแยกวัยหรือเชื้อชาติ กล่าวคือมีทั้งแฟนสาวๆม.ต้น-ม.ปลายที่ชื่นชอบตามกรี๊ดดาราหล่อๆ  แต่ขณะเดียวกันก็มีแฟนๆที่กรี๊ดกร๊าดดารารุ่นใหญ่ด้วย ยกตัวอย่างเช่น "อาน ซุนกิ" ดาราเกาหลีวัย 50-60 ซึ่งผมได้เห็นเค้าในอีเวนต์หนึ่ง แฟนๆห้อมล้อมและกรี๊ดเค้าอย่างน่าทึ่งน่ะครับ คือถ้าเป็นบ้านเรา คงจะไม่มีใครไปตามกรี๊ดดารารุ่นใหญ่อย่าง "น้าแอ๊ด สมบัติ เมทะนี" หรือ "พี่กรุง ศรีวิไล" กันแล้ว 55555   นี่พอจะเป็นนัยยะที่แสดงออกในแง่ดีว่า "ชั้นไม่ได้กรี๊ดเฉพาะดาราที่หน้าตาหล่อๆนะ  ดาราที่มีฝีมือชั้นก็กรี๊ดย่ะ!" 555 (พูดถึงแล้วเสียดาย อยากเจอ "ชอย มินซิก" แต่ไม่ได้เจอ )
 
และก็เพราะความคลั่งใคล้ของแฟนๆนี่ล่ะครับ  พวกดาราเกาหลีที่ดังๆจึงต้องมีขบวนติดตามส่วนตัว ถ้าคนไหนที่ดังมากๆก็จะมีทั้งผู้จัดการส่วนตัว, บอดี้การ์ด, คนสนิท ฯลฯ   อย่างน้อง "มุน กึนยอง" ที่ผมบังเอิญเจอนี่ เค้ามีคนติดตามร่วม 10 คนเชียวนะครับ ผมจะไปขอถ่ายรูปเธอ แต่บอดี้การ์ดของเธอไม่อนุญาต ก็ไม่ว่ากัน   ระบบการดูแลจัดการของที่นี่เค้าเป็นมืออาชีพจริงๆครับ เห็นแล้วก็รู้สึกว่า "ทำไมน้องผมและดาราไทยหลายๆคนไม่ได้รับการดูแลดีๆแบบนี้มั่งเนี่ย?" 5555  
 
ไปดูเทศกาลหนังบ้านเค้าแล้วก็ย้อนกลับมาดูของบ้านเราครับ  งาน Bangkok Film Fest (BKIFF) ยังต้องปรับปรุงและพัฒนาในอีกหลายๆจุด   เท่าที่ผมจำได้ งาน BKIFF ครั้งที่ 2 นี่มีพัฒนาการและมีทีท่าว่าจะดี  แต่พอครั้งที่ 3 ไหงดันถอยหลังลงคลองซะงั้นก็ไม่ทราบ
 
อย่างเรื่องสถานที่จัดงาน  ผมว่ามันควรที่จะกระจายไปให้ทั่วๆเมืองน่ะครับ  คนทั่วๆไปจะได้มีส่วนร่วม แล้วก็จะได้เป็นการกระจายผู้ชมให้กับโรงหนังอื่นๆด้วย ไม่ใช่มากระจุกกันอยู่แต่เฉพาะแถวๆสยาม (โดยเฉพาะครั้งล่าสุดที่มาผูกขาดไว้ที่พารากอนที่เดียว)
 
เรื่องหนังที่ BKIFF คัดมาน่ะพอได้แล้วครับ  แต่โจทย์ข้อที่สำคัญก็คือ "ทำอย่างไรที่งานจะได้รับความสนใจจากมวลชนอย่างแท้จริง?"  ไม่ใช่ทำอย่างทุกวันนี้ที่เหมือนกับเป็นการจัดเพื่อให้ได้ใช้งบประมาณ และเป็นเหมือนการสร้างภาพที่ว่า "ชั้นได้ทำอะไรเพื่อวงการหนังแล้วนะ"   2-3 ครั้งที่ผ่านมาผมรู้สึกว่า ททท. ให้ความสำคัญกับเรื่องการขายซะมาก  แต่ลืมคิดไปว่า "จะทำอย่างไรให้คนทั่วๆไปอยากมาดู อยากมามีส่วนร่วม"   ถ้าเทศกาลหนังของเราจะโตได้ มันต้องคำนึงถึงประเด็นที่ว่านี้จริงๆครับ!
 
มันเป็นการบ้านเล่มใหญ่ที่ทางผู้จัดของเราต้องเก็บเอาไปคิดเอาไปทำครับ   คือจริงๆแล้วทางตัวแทนของ ททท. หรือสมาพันธ์ภาพยนตร์ฯ ได้ไปดูงานที่ต่างประเทศบ่อยๆ น่าจะพอได้ไอเดียอะไรกลับมาประยุกต์ใช้บ้างนะ   โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องการจัดกิจกรรมเกี่ยวเนื่องต่างๆ ทำอย่างไรให้มันน่าสนใจและดึงดูดคนให้มาเข้าร่วม   ของแบบนี้มันต้องมีทั้ง "ยาขมและขนม" ผสมกันครับ   อุปมาง่ายๆ "มียาขม" ก็คือมีหนังดีๆ มีกิจกรรมที่สร้างสรรค์ประเทืองปัญญา ฯลฯ   ในขณะเดียวกันก็ "มีขนม" คือมีกิจกรรมที่น่าสนุกสนานน่าดึงดูดใจ มีดาราหล่อๆสวยๆดังๆให้วัยรุ่นได้กรี๊ดกร๊าด เป็นต้น   มันต้องทำอย่างต่อเนื่องกันจนเป็นวัฒนธรรมน่ะครับ  แล้วพอผู้ชมของเราโตขึ้นไปพร้อมๆกับเทศกาลหนัง ยาขมก็จะกลายเป็นขนมได้ไม่ยาก
 
คือปัจจุบันนี้ เทศกาลหนังในไทยมันเป็นขนมสำหรับคนแค่ไม่กี่คนน่ะครับ แต่เป็นยาขมสำหรับคนส่วนมาก  ใครที่เคยไปดูกันก็คงจะพอทราบดี  มันแบบที่ผมกล่าวไว้ข้างต้นจริงๆ (มีแต่เด็กแนว เด็กติสท์ คนแวดวงหนัง/โฆษณา)   ปัจจัยส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะวัฒนธรรมการดูหนังของบ้านเราที่ค่อนข้างแคบ   ช่วง 10 ปีหลังๆมานี้วงการหนังบ้านเราเดินตามฮอลลีวูดครับ ผลลัพธ์ก็คือเราสร้างหนังอิงตามหลักการตลาด ผลงานที่ออกมาจึงขาดความโดดเด่นหลากหลาย จนกลายเป็นstereotype  รวมไปถึงผลกระทบจากแนวทางของอุตสาหกรรมโรงหนังในบ้านเราด้วย (เช่น การผูกขาดของโรงและค่ายหนัง, ประเด็น 3 วันอันตราย, การไม่ให้โรงฉายแก่หนังเล็กๆ เป็นต้น) ทางเลือกในการรับชมก็เลยจำกัด   นี่ยังดีนะที่มีโรงหนังดีๆอย่าง "ลิโด้" และ "House" หลงเหลือเอาไว้บ้างให้ทำพันธุ์ได้บ้าง ฮา…
 
หว่า…. เรื่องนี้เขียนไปเขียนมาดันบานปลาย งั้นจบดื้อๆเลยละกัน 5555
ก็ทิ้งท้ายไว้ว่า "เราคนไทยก็อย่าดูถูกหนังไทย(ที่ดีๆ) ขณะเดียวกันคนสร้างหนังไทยก็อย่าดูถูกคนดูด้วยเช่นกัน"
แล้ววงการหนังของเราจะดีขึ้นครับ
About these ads

4 การตอบรับ

  1. Piyachai

    ผมว่าพี่ไปเกาหลีมาครั้งนี้ เรื่องเล่าคงจะต้องยาวเป็นซีรี่ย์เกาหลีแน่ๆคับ 555555 (ติดตามอ่านต่อไปเรื่อยๆๆ ^^)

    พฤศจิกายน 4, 2006 ที่ 4:14 pm

  2. mallikamart

    ไม่ค่อยมีเวลาได้เข้ามาอ่านเลย
    ไหนๆวันนี้ก็ได้เข้ามาแระ
    ก็เลยอ่านย้อนๆไปแล้วอ่ะนะ
    เปซนี้เลยกลายเป็นเรื่องราวเกี่ยวกะหนังและ "เกาหลี"ไปซะเยอะ
     
    แต่ว่านะ
    น่าอิจฉาจังเยย
    ได้ไปเที่ยวและมีประสบการณ์แบบนี้
    เราดิไม่ได้ไปเที่ยวเลย
    แม้แต่ลอยกระทงก็ยังทำงานอีก
    เฮ้อ!มาบ่นอีกแระเรา

    พฤศจิกายน 5, 2006 ที่ 3:41 pm

  3. albert

    เรื่องเกี่ยวกับเกาหลี จะมีอีกอาทิตย์นึงจ้า  ไหนๆไปมาแล้ว ก็เขียนบันทึกเอาไว้ เป็นความทรงจำ
     
    วันนี้ไปเที่ยวลอยกระทงมา ไม่น่าไปเลย ไปแล้วเศร้า T___T
     
    คือไปคนเดียวมาติดกัน 5 ปีแล้วน่ะ มันเปลี่ยวเอกา 5555

    พฤศจิกายน 5, 2006 ที่ 5:00 pm

  4. ♡ Natsu(mi)-chan♡

    Hi,
    your post time was so cool! 0:00 unbelieveable!
    have a good day.
    (^^)v take care

    พฤศจิกายน 6, 2006 ที่ 3:16 am

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 144 other followers